SEO กับ SEM ทำควบคู่กันได้หรือไม่ มือใหม่ขายของออนไลน์อยากรู้

SEO กับ SEM ทำควบคู่กันได้หรือไม่ มือใหม่ขายของออนไลน์อยากรู้

SEO และ SEM เป็นเทคนิคการตลาดที่กูรูด้านการขายสินค้าออนไลน์กล่าวถึงไว้อย่างมากมายในช่วง 2-3 ปีมานี้ นักธุรกิจหน้าใหม่จำนวนไม่น้อย ที่เพิ่งเข้ามาในวงการขายสินค้าออนไลน์ อาจยังสงสัยว่าทั้ง SEO และ SEM นั้น ต่างกันอย่างไร ทำควบคู่กันได้หรือไม่ เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากกันไว้ที่นี่ ดังนี้

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization

เป็นการพัฒนาเว็บไซต์โดยเฉพาะส่วนของพื้นฐานเพื่อสร้างความประทับใจให้ลูกค้าผู้ใช้งาน และรวมถึงการผลิตบทความ SEO ที่มีคุณภาพ ในส่วนของโครงสร้างเว็บไซต์ ต้องออกแบบให้ใช้งานได้ง่ายทั้งระบบคอมพิวเตอร์และมือถือ เพื่อสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้เครื่องมือสื่อสารของผู้คนยุคปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ก็มีการออกแบบหน้าตาของแต่ละเพจให้มีรูปลักษณ์ที่จดจำได้ง่าย เช่น ติดโลโก้ที่สวยงาม มีธีมสีสันที่สื่อสารถึงแบรนด์สินค้าได้ดี ใช้ตัวอักษรที่ออกแบบใหม่เฉพาะแบรนด์ ฯลฯ

ที่สำคัญคือ การผลิตบทความที่มีคุณภาพ โดยใช้ Keyword SEO เป็นแกนหลัก ในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ต้องทำการวิจัย หา Keyword ที่เหมาะสมและตรงกับที่กลุ่มเป้าหมายใช้พิมพ์ค้นหาในกล่องเครื่องมือค้นหาของ Google, Bing และ Yahoo หากผลิตบทความ SEO ที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ จะทำให้เว็บไซต์ของคุณปรากฏเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อมีการค้นหา จากผลการประมวลและจัดอันดับ SEO ของระบบอัลกอริทึมของ Search Engine นั้น ๆ

ส่วน การสร้าง BackLink เชื่อมโยงเว็บไซต์ของคุณกับเว็บไซต์ภายนอกในโลกโซเชียล เช่น เชื่อมกับเพจใน Facebook หรือสังคม Pantip ก็เป็นเทคนิค SEO ที่นิยม และช่วยในการขยายฐานลูกค้าใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน

การทำ SEM หรือ Search Engine Marketing

เป็นการซื้อพื้นที่โฆษณา เพื่อให้มั่นใจว่าแบรนด์ของคุณจะถูกนำเสนออยู่ในหน้าต่างการสืบค้นอันดับต้น ๆ อย่างแน่นอน เมื่อกลุ่มเป้าหมายพิมพ์หาโดยใช้ Keyword ที่ตรงกับที่คุณระบุ การทำ SEM จะมีค่าใช้จ่ายแบบ PPC หรือ Pay Per Click เมื่อมีการคลิกลิงก์จากหน้าโฆษณาไปที่เว็บไซต์ของคุณ ซึ่งคุณจะต้องชำระเงินให้แก่ Search Engine ตามเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้ตั้งแต่ต้น อย่างไรก็ตาม หากมีการคลิกแล้วไม่เกิดการซื้อขาย ก็เท่ากับเป็นต้นทุนที่คุณต้องจ่าย โดยไม่ได้ขายสินค้านั่นเอง

โดยหลักการแล้ว การขยายแบรนด์ในช่วงเวลาอันสั้น ด้วยการทำ SEM ถือว่ามีประสิทธิภาพสูงมาก และเหมาะกับช่วงที่คุณต้องกำลังทำโปรโมชั่น ขายสินค้ารุ่นใหม่ หรือ ตรงกับช่วงเทศกาลอย่าง ปีใหม่ ตรุษจีน สงกรานต์ คริสต์มาส เป็นต้น

ด้วยเหตุที่กล่าวมา การทำ SEO และ SEM จึงเป็นสิ่งที่สามารถทำควบคู่กันได้ ขอเพียงคุณใส่ใจการใช้ Keyword ที่ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เหมาะสม รู้จักจังหวะเวลาที่ควรใช้แต่ละเทคนิค ก็จะช่วยส่งเสริมการขายซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดีแน่นอน

v

แนะนำเว็บไชต์ให้ความรู้ SEO

แนะนำเว็บไชต์ให้ความรู้ SEO

ในโลกแห่งเทคโนโลยีความสะดวกสบายแทบทุกอย่างสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ผ่านสมาร์ทโฟน ทั้งติดตามข่าวสาร หรือแม้แต่ซื้อของผ่านระบบออนไลน์ เมื่อโลกดิจิตอลมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต หลายคนจึงหันมาสนใจธุรกิจออนไลน์มากขึ้น ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์เว็บไซต์ใหม่ ๆ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าตามเป้าหมายที่วางไว้ หรือที่เรียกกันว่า SEO (Search Engine Optimization) ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณมีสถิติการเข้าใช้มากขึ้นและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

หากคุณเป็นอีกคนที่กำลังมองหาแนวทางในการทำ SEO ด้วยตนเอง เรามีเว็บไซต์ที่มีมาตรฐานในการแนะ ให้ความรู้เกี่ยวกับ SEO

1.www.seo.co.th

ถ้าคุณไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ SEO เลย ขั้นแรกต้องทำความเข้าใจเสียก่อน ลองเข้าไปศึกษาในเว็บไซต์นี้ได้ ซึ่งมีการอธิบายเกี่ยวกับที่มาของ SEO ปัจจัยในการเขียน แนวโน้มของความนิยม รวมถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการเขียน SEO

2. www.hooktalk.com

การวางพื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญ เว็บไซต์นี้จะสอนคุณตั้งแต่พื้นฐานการประเมินว่าควรเลือก Keyword แบบไหนมาทำ SEO มีคำแนะนำในการตั้งชื่อบทความ (Title) ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย คำอธิบายบทความสั้นๆ(Description) รวมไปถึงการแทรก Keyword อย่างสมดุล และเป็นธรรมชาติ

3. www.webbastard.net

หากคุณมีพื้นฐานด้าน SEO อยู่แล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่คุณกำลังทำ มีแนวโน้มไปในทิศทางใด Webbastard.net สามารถเป็นไกด์ที่ดีในการให้คำแนะนำกับคุณได้ เว็บไซต์นี้จะแจกแจงให้คุณได้เข้าใจในการทำ SEO ที่ถูกต้อง และแนะนำได้ว่าแบบใดเป็นที่ต้องการในตลาด แบบใดที่ล้าสมัยและไม่เป็นที่สนใจในปัจจุบัน

4. Contentshifu.com

ถ้าคุณต้องการเพิ่มกลยุทธ์การตลาดให้กับตนเองในการทำ SEO ต้องไม่พลาดที่จะเข้าไปศึกษาในเว็บไซต์ Contentshifu ที่ได้รวบรวมเทคนิคการตลาดในการทำ SEO แต่ละประเภท มีการเปรียบเทียบและอธิบายให้เข้าใจถึงสาเหตุที่ทำ SEO แลัวอันดับไม่ขึ้น ไปจนถึงแนวทางแก้ปัญหา

5. www.1000content.com

ก่อนจะลงสนามจริงคุณควรเข้าไปดูตัวอย่างแนวทางการเขียนบทความ SEO ที่หลากหลายรูปแบบ จากเว็บไซต์ 1000 Content ที่มีตัวอย่างการเขียนบทความ SEO คุณภาพจากนักเขียนมากมากประสบการณ์กว่า 30 คน ทั้งงานเขียนรีวิวสินค้า เขียนโปรโมทเว็บไซต์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานเขียนของคุณให้มีคุณภาพ ติดอันดับต้นๆในการค้นหาเรามีเว็บไซต์ที่มีมาตรฐานในการแนะ ให้ความรู้เกี่ยวกับ SEO

ไม่ว่าคุณจะมีพื้นฐานเกี่ยวกับ SEO หรือไม่ 5 เว็บไซต์นี้จะเป็นตัวช่วยในการสร้างพื้นฐานให้คุณ ทั้งนี้การจะทำ SEO ให้ประสบผลสำเร็จได้นั้น คุณต้องมีทักษะการอ่านที่ดีเพื่อเป็นแนวทางในการเขียน มีความขยันเพื่อให้การสร้างสรรค์ผลงานเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ และความตั้งใจที่จะเป็นพลังให้เอาชนะความเหน็ดเหนื่อย ความท้อแท้ในการทำงานจนประสบผลสำเร็จ

ความแตกต่างระหว่าง SEM และ SEO มีข้อดีข้อเสียอย่างไร

ความแตกต่างระหว่าง SEM และ SEO มีข้อดีข้อเสียอย่างไร

การโปรโมทเว็บไซต์เพื่อผลลัพธ์ทางการตลาดออนไลน์ทำได้หลาย SEO และ SEM เป็นเครื่องมือสำคัญที่ได้รับความนิยม เพราะเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับแบรนด์ของตัวเองให้รู้จักแพร่หลายมากขึ้น เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กในแง่เสียค่าใช้จ่ายน้อย ไม่จ่ายค่าโฆษณาราคาแพงเหมือนสื่อการตลาดทั่วไป เหมาะกับแบรนด์ดังในแง่ของความรวดเร็ว ไม่ต้องผ่านการตัดสินใจหลายขั้นตอนตามระเบียบขององค์กรใหญ่ เครื่องมือการตลาดทั้งสองรูปแบบคล้ายกัน จำเป็นต้องเข้าใจความแตกต่างเพื่อให้วางแผนทำตลาดได้ถูกต้อง มาเริ่มทำความรู้จักเพื่อที่จะเลือกนำมาประยุกต์ใช้งานให้เหมาะสมกับธุรกิจของเราเอง

คำว่า SEO ย่อมาจาก “Search Engine Optimization” เป็นวิธีการทำการตลาดออนไลน์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือค้นหา เพื่อให้เว็บไซต์ได้รับการจัดอันดับขึ้นไปอยู่หน้าแรก ๆ ของเสิร์ชเอนจินยอดนิยมอย่าง Google หัวใจหลักของการทำ SEO คือการเขียนเนื้อหาบทความที่มีคุณภาพ อ่านง่ายและใส่คีย์เวิร์ดในตำแหน่งเหมาะสม ส่วนใหญ่จำกัดการใช้คีย์เวิร์ดในบทความไม่เกิน 5 คำ เคล็ดลับคือต้องทำการอัปเดตข้อมูลใหม่เป็นประจำทำให้บอทของเครื่องมือค้นหาเก็บข้อมูลเป็นระยะพร้อมทั้งจัดอันดับให้ลูกค้าเห็นเว็บไซต์ของเราก่อนคู่แข่ง

การทำ SEO มีข้อดีอย่างไร

ข้อดีของ SEO คือมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า เจ้าของธุรกิจหรือเจ้าของเว็บไซต์สามารถทำเองได้ โดยการเขียนคอนเทนต์อธิบายเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการให้ดูน่าสนใจ เนื้อหาบทความควรมีเอกลักษณ์เพื่อให้จดจำได้และส่งผลให้แบรนด์ให้คนรู้จักมากขึ้น ยิ่งมีจำนวนผู้สนใจเข้าเว็บไซต์จำนวนมากจะมีผลต่อการจัดอันดับให้อยู่ในหน้าแรก ๆ ลูกค้าค้นหาเจอได้ง่ายก็เข้าถึงลูกค้าใหม่ได้มากขึ้น เพิ่มจำนวนยอดขายได้ตรงกับเป้าหมายที่วางไว้ แต่ข้อเสียคือเว็บไซต์ต้องใช้คอนเทนต์ที่มีคุณภาพช่วยสร้างความไว้วางใจ อาจต้องจ่ายนักเขียนมืออาชีพที่มีทักษะด้านการเขียนและมีความเชี่ยวชาญในการทำ SEO

ส่วนคำว่า SEM ย่อมาจาก “Search Engine Marketing” เป็นการทำตลาดที่เสียค่าใช้จ่ายเป็นรายคลิก โดยคำนวณจากจำนวนคนที่คลิกเข้ามาในเว็บไซต์ ค่าโฆษณาจะขึ้นหรือลงขึ้นอยู่กับคีย์เวิร์ดที่เลือกว่ามีการแข่งขันสูงหรือไม่ การทำ SEM มีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมาย ถ้าต้องจ้างเว็บมาสเตอร์มาทำการตลาดให้ การทำ SEM จะได้ผลลัพธ์คุ้มค่ากว่า ซึ่งหลายคนก็เลือกทำทั้งสองอย่างเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด มีโอกาสโปรโมทแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักเพื่อขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น

การทำ SEO มีข้อดีอย่างไร

ข้อดีของการโปรโมทเว็บไซต์แบบ SEM คือการกำหนดคีย์เวิร์ดได้มากและเปลี่ยนได้บ่อยเท่าที่ต้องการ เมื่อลูกค้าค้นหาตรงกับคีย์เวิร์ดที่เรากำหนดไว้ ช่วยให้เห็นเว็บไซต์ง่ายและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างรวดเร็ว วิธีนี้ทำโฆษณาง่ายแม้เว็บจะมีไม่กี่หน้า ค่าโฆษณาไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับคีย์เวิร์ดและกระแสการแข่งขัน แต่ช่วยให้นำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อได้ว่าคีย์เวิร์ดแบบไหนให้ผลลัพธ์ที่ดี วิธีการทำ SEM ใช้งบประมาณสูง เพราะคิดค่าใช้จ่ายตามจำนวนคลิก หมายถึงเสียเงินทุกครั้งที่คนคลิกเข้ามาดูในเว็บไซต์ ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่อเนื่องจึงจะรักษาอันดับไว้ได้ตลอดเวลา เว็บติดอันดับต้น ๆ ในเสิร์ชเอนจินรวดเร็ว แต่ไม่รับประกันว่าผู้เยี่ยมชมเว็บจะตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการของเราหรือไม่

อย่างไรก็ดี SEO และ SEM เป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งเท่านั้น ยังมีกลยุทธ์สำคัญอีกมากมายที่ต้องทำเพื่อต่อยอดโอกาสขายสินค้าและบริการ ทำให้ธุรกิจเอาชนะคู่แข่งได้ในที่สุด

อยากประสบความสำเร็จในธุรกิจตั้งแต่อายุน้อยต้องรู้จัก SEO และ SEM

อยากประสบความสำเร็จในธุรกิจตั้งแต่อายุน้อยต้องรู้จัก SEO และ SEM

การทำธุรกิจในปัจจุบันเป็นที่นิยมอย่างมาก เนื่องจากมีช่องทางที่หลากหลายในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อมีการทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ที่เชื่อมโยงกันกับผู้ซื้อทั่วโลกได้ด้วยระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและการสื่อสารยุคใหม่แบบ 5G ที่มีความรวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมง

นักศึกษาและผู้ที่เพิ่งเรียนจบใหม่ ที่มีความสนใจอยากทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จและมีเงินเก็บสะสมจำนวนหลายล้านตั้งแต่อายุน้อย ควรต้องทำการต้องศึกษาการทำการตลาดแบบ SEO และ SEM เพื่อทำให้บรรลุเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น

เทคนิคการตลาดแบบ SEO

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิค การตลาด แบบที่ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการซื้อพื้นที่โฆษณา เพียงแต่ต้องมีความสม่ำเสมอในการทำเนื้อหาหรือคอนเทนต์ (Content) บทความที่มีคุณภาพ มีเนื้อหาที่ทันสมัย แนบการอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่น เว็บไซต์ต่างประเทศ หรือผลงานวิจัย ฯลฯ และที่สำคัญ คือ ต้องไม่มีการละเมิดลิขสิทธิ์โดยการก๊อปปี้บทความ รูปภาพหรือว่าคลิปวิดีโอจากที่อื่นมาใช้ จะทำให้การขายสินค้าและบริการในเว็บไซต์ของคุณนั้นประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น เนื่องจากลูกค้าจะให้ความเชื่อถือและอยากกลับมาอ่านข้อมูลและอุดหนุนสินค้าและบริการจากเว็บไซต์คุณซ้ำอีกเรื่อย ๆ

นอกจากนี้ การแลกลิงก์หรือสร้างพันธมิตรทางการค้า เช่น สร้างกลุ่มเพื่อแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าออร์แกนิก ที่คุณจำหน่าย เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาในกลุ่ม Facebook และช่วยส่งเสริมการขายของหลาย ๆ แบรนด์ที่ร่วมมือกันก็เป็นวิธี SEO ที่เห็นผลดีด้วย

ส่วนการทำ SEM เป็นการใช้พื้นที่ด้านบนของ Search Engine เพื่อการโฆษณา ย่อมาจากคำว่า Search Engine Marketing เป็นการประมูลพื้นที่แข่งกับผู้ที่ใช้ Keyword เดียวกัน ตัวอย่างเช่นคุณทำสถาบันสอนภาษา ซึ่งต้องแข่งขันประมูลคีย์เวิร์ด ว่า สถาบันสอนภาษา กับแบรนด์อื่น ๆ อีก 10-20 รายเทคนิคการตลาดแบบ SEO

ผู้ที่ประมูลในราคาสูงที่สุด ก็จะได้ตำแหน่งที่สูงจากการสืบค้น ซึ่งจะได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากขึ้น และเมื่อผู้ชมมีการคลิกเข้ามาชมในเว็บไซต์ ตามลิงก์ที่ปรากฏ คุณจะต้องมีค่าใช้จ่ายชำระให้แก่ Search Engine ตามระบบ Pay Per Click การทำ SEM จึงมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการทำ SEO เหมาะสำหรับการประชาสัมพันธ์ในโอกาสพิเศษ เช่น เปิดตัวสินค้าใหม่เป็นระยะ การกระตุ้นยอดขายตามแผนรายเดือนรายปี ฯลฯ ทั้งนี้ หากไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของค่าใช้จ่าย คุณก็สามารถทำ SEM ควบคู่กับ SEO ได้ตลอดทั้งปีเช่นกัน

จะเห็นได้ว่า ทั้งเทคนิค SEO และ SEM ต่างมีข้อดีข้อเสียในตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอไป แต่ก็สามารถที่จะนำมาผสมผสานและปรับใช้กับการขายสินค้าออนไลน์ของทุกประเภทของธุรกิจได้ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ในการสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้เร็วยิ่งขึ้นตั้งแต่อายุน้อย

บอกต่อ นักการตลาดรุ่นใหม่ควรรู้จัก SEO เพื่อความสำเร็จที่เร็วขึ้น

บอกต่อ นักการตลาดรุ่นใหม่ควรรู้จัก SEO เพื่อความสำเร็จที่เร็วขึ้น

การทำธุรกิจของคนรุ่นใหม่นิยมใช้ช่องทางออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากความก้าวหน้าและความรวดเร็วในการสื่อสารผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าทั่วโลกเชื่อมโยงกันได้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที เกิดการซื้อขายสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งทำให้ธุรกิจมีการเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ตั้งแต่อายุยังน้อย

ผู้ที่ทำการตลาดรุ่นใหม่จึงควรรู้จัก SEO หรือ Search Engine Optimization เพื่อให้การประชาสัมพันธ์และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ผลดียิ่งขึ้น การทำการตลาด SEO แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ On Page SEO และ Off Page SEO มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้

On Page SEO

หมายถึงการพัฒนาเว็บไซต์ขายสินค้าและบริการ ให้มีความน่าสนใจทั้งในส่วนต่างๆ ได้แก่

การใช้ keyword ที่เหมาะสม ตรงกับการพิมพ์ค้นหาของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย จะทำให้เว็บไซต์ถูกสืบค้นได้อย่างรวดเร็ว และมีโอกาสขายสินค้าได้มากขึ้น ซึ่งการเลือก keyword ในปัจจุบันนิยมทำเป็น Long Tail Keyword คือ มีบริบทข้างเคียง เพื่อให้ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเฉพาะเจาะจง เช่น คุณขายเสื้อผ้าเด็กออนไลน์ ก็สามารถที่จะใช้ keyword ว่า ขายเสื้อผ้าเด็กออนไลน์ราคาถูก ร้านขายเสื้อผ้าเด็กออนไลน์กรุงเทพ เป็นต้น

การสร้างเนื้อหา หรือ content ที่มีความน่าสนใจและใส่ keyword กระจายทั่วบทความเพื่อให้ search engine วิเคราะห์ว่าเป็นบทความที่มีคุณภาพ แล้วนำเสนอเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อมีการพิมพ์คีย์เวิร์ดเหล่านี้สืบค้นใน search engine ไม่ว่า Google หรือ Bing ทั้งนี้ ถ้าบทความความยาวไม่เกิน 500 คำ ก็ไม่ควรใส่คีย์เวิร์ดบ่อยเกิน 2-3 ตำแหน่ง จึงจะไม่ทำให้ระบบ algorithm แปลความหมายว่าเป็น spam

การออกแบบเว็บไซต์ต้องเน้นความสบายตา ใช้งานง่าย เป็นระเบียบ รวมถึงมีระบบ chatbot ที่ช่วยให้ติดต่อสอบถามได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ทั้งต้องใช้งานได้ดีบนโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ด้วย

ผู้ที่ทำการตลาดรุ่นใหม่จึงควรรู้จัก SEO

Off Page SEO

เป็นการเชื่อมโยงเว็บไซต์ของธุรกิจคุณกับเว็บไซต์ภายนอก ไม่ว่าจะเป็นห้องแชท กลุ่มใน facebook หรือเว็บไซต์ที่สามารถเชื่อมโยงสินค้าและบริการเพื่อส่งเสริมการขายซึ่งกันและกันได้ เช่น คุณขายสินค้าแนวแม่และเด็ก ก็อาจจะสร้างพันธมิตรเป็นเว็บไซต์ขายของเล่นเด็ก ขวดนมเด็ก ฯลฯ และเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนลิงก์และความคิดเห็นต่าง ๆ การตอบคำถามที่มีคนสนใจเกี่ยวกับการเลือกซื้อ ผลิตภัณฑ์ของใช้สำหรับเด็ก พร้อมกับแนบลิงค์ให้คนที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อมาที่เว็บไซต์ของคุณ ก็เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่นิยมทำกันมากขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO มีหลายองค์ประกอบที่ส่งผลต่อความสำเร็จทางธุรกิจหวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางให้นักธุรกิจและนักการตลาดยุคใหม่ นำไปพัฒนาเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับการตลาดออนไลน์ยุคใหม่ เพื่อให้ความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว

เทคนิคการค้นหาคีย์เวิร์ดที่ทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพที่สุด

เทคนิคการค้นหาคีย์เวิร์ดที่ทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพที่สุด

หลักการพื้นฐานในการทำ SEO ถือว่าคีย์เวิร์ดเป็นส่วนสำคัญ โดยใส่คีย์เวิร์ดลงไปในเว็บไซต์และในบทความเพื่อให้ลูกค้าเป้าหมายค้นพบเว็บไซต์อย่างรวดเร็ว ดึงดูดคนจำนวนมากเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ รวมถึงทำให้ผลลัพธ์การจัดอันดับขยับไปอยู่ในลำดับต้นๆ ของ Google อีกด้วย มาดูกันว่าเทคนิคการเลือกใช้คีย์เวิร์ดทำให้การค้นหามีประสิทธิภาพที่สุดต้องทำอย่างไรบ้าง

เจ้าของธุรกิจต้องทำการบ้านอย่างหนักเกี่ยวกับคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม ผู้คนใช้คำค้นหาในเสิร์จเอ็นจินแตกต่างกันไป ควรพิจารณาเลือกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ รู้ว่าอะไรควรเป็นคีย์เวิร์ดหลักและคีย์เวิร์ดรอง มีคำมากมายที่ดึงดูดคนเข้ามาเยี่ยมชม แต่คำเหล่านี้อาจไม่ตรงกับเว็บไซต์ของเราก็ได้ ควรเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่ถูกต้องโดยมองหาเอกลักษณ์ของสินค้าหรือบริการ ทำการวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วนว่าคีย์เวิร์ดไหนมีคุณสมบัติตรงกับความต้องการ เพื่อสร้างความโดดเด่นชัดเจนทำให้ลูกค้าสามารถค้นพบข้อมูลที่ต้องการในเว็บไซต์ง่ายดายและรวดเร็ว จากนั้นเลือกคำบรรยายสั้น ๆ อธิบายข้อมูลของสินค้าหรือบริการลงในโซเชียลมีเดียสำหรับคนที่ต้องการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม

การหา คีย์เวิร์ด มีความสำคัญมาก

ในกรณีที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกใช้คีย์เวิร์ดแบบไหน ลองดูเว็บไซต์ของคู่แข่งทางธุรกิจว่าใช้คำค้นหาอะไรบ้าง และใช้เครื่องมือแนะนำคีย์เวิร์ดช่วยค้นหาคำและวลีมากมายที่มีประโยชน์ หรือใช้สถิติอ้างอิงว่าคีย์เวิร์ดไหนช่วยในการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ สามารถดึงดูดผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์จำนวนมากในแต่ละวัน ปริมาณการเข้าใช้งานอาจเพิ่มปริมาณยอดขายในเว็บไซต์ก้าวไปสู่อีกระดับ นั่นเป็นอีกเหตุผลที่ควรใช้ SEO ทำให้คำค้นหาให้ติดอันดับใน Google

อย่างไรก็ดี ผลลัพธ์ของ SEO ไม่เหมือนกับการโฆษณา กว่าจะเห็นผลต้องใช้เวลานานหลายเดือน เจ้าของธุรกิจต้องเฝ้าติดตามและวิเคราะห์ผลลัพธ์ว่าคีย์เวิร์ดที่เลือกนั้นทำงานเป็นอย่างไร โดยมีวิธีวิเคราะห์หลายรูปแบบ เช่น การวิเคราะห์ด้วย Logs File ตรวจสอบและติดตามผลว่าผู้เข้าชมใช้คีย์เวิร์ดคำไหนในการค้นหามาถึงเว็บไซต์นั้น และสามารถใช้ Google Analytics ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์ของลูกค้าว่าค้นหาอะไรและใช้คำไหนบ่อย สามารถนำมาปรับปรุงคีย์เวิร์ดที่ใช้ในการทำ SEO ให้มีผลลัพธ์ดีขึ้น ทำให้รู้ว่าไม่มีคีย์เวิร์ดไหนตายตัว ถ้ามีคำที่ดีกว่าก็อาจนำมาอัปเดตข้อมูลได้เหมือนกัน นอกจากใส่คีย์เวิร์ดลงไปในเว็บไซต์แล้วอย่าลืมใส่คีย์เวิร์ดเป็นคำแรกของ Title Tag ซึ่งจะอธิบายว่าเว็บไซต์เกี่ยวกับอะไร รวมถึงใส่คำสำคัญลงไปในชื่อบทความ หัวข้อย่อย และเนื้อหาบทความอีกด้วย

การหา คีย์เวิร์ด มีความสำคัญมาก

ทุกวันนี้มีเว็บไซต์ธุรกิจมากมายบนอินเทอร์เน็ต หากธุรกิจและบริการนั้นมีการแข่งขันสูง การทำ SEO จึงเป็นเครื่องมือทำให้แบรนด์โดดเด่นจากคู่แข่ง ใช้เงินลงทุนน้อยช่วยผลักดันให้เว็บไซต์ก้าวไปสู่จุดสูงสุดบน Google จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อธุรกิจ สามารถเพิ่มยอดขายสร้างรายได้ให้มากเกินคุ้ม

6 ข้อต้องห้าม ในการทำ SEO

6 ข้อต้องห้าม ในการทำ SEO

ในปี 2019 การขายสินค้าออนไลน์เป็นที่นิยมมาก ซึ่งการประชาสัมพันธ์ด้วยการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นสิ่งที่นักธุรกิจควรทำอย่างถูกต้อง เพื่อให้มีการจัดอันดับที่ดีและมียอดขายเพิ่ม

เราจึงได้รวบรวม SEO ที่ไม่ควรทำ ในปี 2019 มาฝากกัน เพื่อที่จะเป็นแนวทางให้ระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ดังนี้

1. ไม่ควรจะคัดลอกเนื้อหาจากเว็บไซต์อื่น ๆ หรือที่เรียกว่าการทำบทความซ้ำ (Plagiarism) เนื่องจากว่าระบบ Search Engine อย่าง Yahoo และ Google มี AI ที่สามารถที่จะตรวจสอบและวิเคราะห์ได้ จะทำให้การจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณตกลง และส่งผลเสียต่อยอดขายธุรกิจของคุณตามมาด้วย

2. ไม่ควรใส่คีย์เวิร์ดมากเกินไปจนทำให้เนื้อหาของบทความไม่เป็นธรรมชาติ และจะทำให้ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นบทความขยะ (Spam) ที่คุณภาพต่ำ ไม่ให้ประโยชน์แก่ผู้อ่านได้จึงควรใส่ 1-2 คีย์เวิร์ดต่อบทความให้กระจายในส่วนต่าง ๆ โดยที่เน้นความเป็นธรรมชาติของเนื้อหาให้มากขึ้นด้วย

3. บทความและลิงก์ที่เชื่อมด้วยกัน โดยเป็นแนวเชียร์ขายสินค้ามากเกินไป บทความแบบนี้จะมีคุณภาพต่ำและในปัจจุบันไม่ได้รับความนิยมจากผู้อ่านแล้ว นอกจากนี้ ระบบ Algorithm ยังวิเคราะห์ว่าเป็นบทความขยะด้วย ทำให้การจัดอันดับเว็บไซต์ไม่ดีเท่าที่ควร และให้เสียเวลารวมถึงค่าใช้จ่ายในการทำ SEO ไปโดยไม่จำเป็น

4. การเป็นบทความที่เนื้อหาอ่านยาก ไม่มีภาพประกอบ ไม่มีคลิปวิดีโอ จะเป็นบทความที่คนไม่ค่อยนิยมอ่าน เพราะไม่มีสิ่งดึงดูดความสนใจเท่าที่ควร จึงควรเพิ่มส่วนของสื่อมัลติมีเดียประกอบให้มากขึ้น ในการทำ SEO ให้เว็บไซต์

5. การไม่ทำ Meta-Description หรือข้อความสั้น ๆ ที่มีเนื้อหาเป็นภาพรวมของบทความทั้งหน้าเพื่อให้ผู้ที่เห็นเว็บไซต์ใน Search Engine ได้รู้ว่าถ้าคลิกเข้ามาแล้วจะได้อ่านบทความเกี่ยวกับเรื่องอะไร การมี Meta-Description ช่วยทำให้มีโอกาสเพิ่มที่ลูกค้าจะตัดสินใจคลิกเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณ

6. การทำ SEO แบบไม่ต่อเนื่อง จะทำให้อันดับของเว็บไซต์ไม่แน่นอนและตกไปอยู่อันดับท้าย ๆ ในหน้าต่างการสืบค้นได้ เพราะการจัดอันดับต้องใช้การสะสมข้อมูลและวิเคราะห์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ AI ของ Search Engine เว็บไซต์ที่ทำ SEO อย่างสม่ำเสมอจึงจะมีผลการจัดอันดับดีและมีลูกค้าต่อเนื่องตลอดเวลา

จากทั้ง 6 ข้อที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าเป็นการทำ SEO ที่ไม่ควรทำ ไม่ว่าจะทำ SEO เอง หรือจ้างบริษัททำก็ต้องทำการตรวจสอบคุณภาพของผลงานอย่างสม่ำเสมอและทำการวิเคราะห์ผลการทำ SEO ว่าทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นและคุ้มกับค่าใช้จ่ายหรือไม่ หากไม่สามารถทำเองได้ ควรเลือกบริษัทที่มีความชำนาญ เพื่อให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น

6 ข้อต้องห้าม ในการทำ SEO

เทคนิคการทำเว็บไซต์ SEO ให้อันดับดี

เทคนิคการทำเว็บไซต์ SEO ให้อันดับ

ในปัจจุบัน การขายสินค้าออนไลน์แข่งขันกันสูงระหว่างคู่แข่งสินค้าประเภทเดียวกัน ทำให้ต้องใส่ใจในเรื่องเทคนิคการทำเว็บไซต์ SEO เพื่อให้อันดับการสืบค้นสูงขึ้น ซึ่งลำดับในกูเกิ้ลที่ยิ่งสูงขึ้นนั้นมีผลให้เกิดโอกาสในการขายและประชาสัมพันธ์สินค้าได้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากกว่าแบรนด์อื่น ๆ โดยเทคนิคการทำเว็บไซต์ SEO ให้อันดับดี ที่ควรทราบมีดังนี้

1. เรียนรู้ระบบการทำงานของระบบ algorithm

ควรรู้จักระบบ algorithm ที่ search engine ใช้ในการวิเคราะห์เนื้อหา เช่น PANDA HUMMINGBIRD ซึ่งจะมีการเก็บข้อมูลแบบสะสมเพื่อการประมวลผลคุณภาพของเว็บไซต์ การปรับปรุงเนื้อหาเป็นประจำและเลือก keyword ที่เหมาะสม จะทำให้เว็บไซต์มีโอกาสถูกสืบค้นได้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและทำให้อันดับดีขึ้น

2. ศึกษาวิธีการทำ User experience

User experience จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

(1) สร้างเนื้อหาที่ต้องโดนใจผู้อ่าน โดยต้องมีการทำทีมลงวิจัยช่วยกันเก็บข้อมูลจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เช่น ทำโพลว่าลูกค้าอยากรู้เรื่องอะไรเป็นพิเศษ และนำข้อมูลที่ได้มาทำเป็นคลิปมัลติมิเดีย หรือสร้างบทความที่ตรงกับความต้องการของผู้อ่าน

(2) พัฒนาในส่วนของเทคนิคการเชื่อมโยงข้อมูลที่ต้องมีความรวดเร็ว สร้าง Cache ให้เว็บไซต์ดาวน์โหลดได้อย่างรวดเร็ว และลดขนาดรูปหรือคลิปเพื่อทำให้ใช้เวลาในการเรียกดูข้อมูลน้อยที่สุด เพราะส่งผลต่อความประทับใจของผู้ชม หากโหลดได้เร็วก็จะทำให้มีผู้ติดตามเพิ่มและเว็บไซต์จัดอันดับสูงขึ้นด้วย

3. ทำเว็บไซต์ให้ใช้งานในมือถือได้ดี

Website SEO ที่ดี ต้องสามารถใช้งานได้ทั้งในระบบมือถือและคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ เพราะว่าลูกค้าส่วนใหญ่เน้นใช้งานผ่านระบบมือถือที่ติดตามตัวได้ทุกที่ ถ้าหากเน้นความสวยงามและใช้งานง่ายแต่เฉพาะในเว็บไซต์ ก็จะทำให้อันดับในการถูกสืบค้นไม่ดีเท่าที่ควร

4. การสร้างเว็บไซต์ SEO ที่ใช้กับ Voice search ได้

ปัจจุบัน มีการสืบค้นข้อมูลโดยใช้เสียงผ่านเครื่องมือสมาร์ทโฟน ผู้ทำเว็บไซต์จึงต้องให้ความสำคัญกับ Voice search ให้มากขึ้น โดยใช้ทำ long-Tail keyword ในบทความเพิ่ม เพื่อให้มีโอกาสที่จะถูกนำเสนอต่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น

5. เพิ่มการอัพลิงค์ Video ใน YouTube

Video ใน YouTube เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยดึงดูดใจผู้ชมเว็บไซต์ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการดูภาพเคลื่อนไหวมากกว่าการอ่านตัวหนังสือ ทั้งควรมีการวางโครงเรื่องและการใช้คำที่ติดหู เพื่อให้ถูกกล่าวถึงและบอกต่อมากขึ้น ซึ่งจะทำให้มีการติดตามจากลิ้งค์ไปที่เว็บไซต์มากขึ้นและเพิ่มอันดับการสืบค้นให้ดีขึ้นด้วย

จากเทคนิคทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมา หากผู้ทำเว็บไซต์ได้นำไปประยุกต์ใช้ จะทำให้เว็บไซต์ SEO ถูกจัดอันดับที่ดีขึ้น มียอดการขายและลูกค้าเพิ่มขึ้น ทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการขายอย่างแน่นอน

เทคนิคการทำเว็บไซต์ SEO ให้อันดับดี

เว็บไซต์ขายของออนไลน์ปี 2019 ทำไมต้องทำ SEO

เว็บไซต์ขายของออนไลน์ปี 2019 ทำไมต้องทำ SEO

การจะประสบความสำเร็จในธุรกิจขายสินค้าและบริการบนโลกอินเทอร์เน็ตได้นั้น จำเป็นต้องมีการทำเว็บไซต์ในรูปแบบของ SEO เพื่อให้ง่ายต่อการสืบค้นเจอของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายผ่านระบบ search engine ต่าง ๆ

เว็บไซต์ขายของออนไลน์ปี 2019

การที่มีเว็บไซต์แต่ไม่ปรากฏบนหน้าต่างแรกในผลการสืบค้น ก็เท่ากับมีสินค้าดีแต่ถูกขายในทำเลที่แย่ ไม่มีลูกค้าเดินผ่าน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมการทำเว็บไซต์ขายของในปี 2019 จึงต้องทำ SEO โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. มีโครงสร้างของเว็บไซต์ตามรูปแบบที่ search engine กำหนด เช่น google , yahoo หรือที่เรียกในศัพท์เทคนิคว่า มี crawl ability เพื่อให้ระบบ algorithm ของ กูเกิ้ล ยาฮู คำนวณวิเคราะห์ได้ว่าเว็บไซต์ของคุณมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ และทำให้การจัดอันดับมีผลดีขึ้นรวดเร็ว

2. การผลิตเนื้อหา สำหรับใส่ในเว็บไซต์ที่มีคุณภาพมีคีย์เวิร์ด SEO แทรกกระจายอย่างสม่ำเสมอในบทความที่ต้องมีอย่างน้อยในส่วนของหัวข้อ หรือ title ส่วน description ที่เป็นย่อหน้าแรก หรือภาพรวมของเนื้อหาทั้งหมด ส่วนที่เป็นเนื้อหาหลักและส่วนท้ายบทสรุปที่ควรมีข้อคิดให้ผู้อ่านเสมอ

3. การมีลิ้งค์เชื่อมโยงจากเว็บไซต์ภายนอก กรณีนี้อาจเรียกว่าเป็น off-page SEO คือ ไม่ได้เป็นเนื้อหาที่คุณผลิตเองโดยตรง แต่อาศัยการเชื่อมโยงลิงค์กับเว็บไซต์ภายนอกที่มีเนื้อหาดี เป็นประโยชน์ มีความเกี่ยวพันกัน หรืออาจเป็นกรณีที่คุณไปตอบคำถาม หรือแสดงความคิดเห็นใน web board ในโลกออนไลน์ที่ใด ๆ ทั้งไทยและต่างประเทศ โดยแนบ link มาสู่เว็บไซต์หลักของแบรนด์คุณ ซึ่งวิธีการนี้เป็นเทคนิคที่ดีและมีคุณค่าต่อผู้ติดตาม ทำให้มีโอกาสในการขายสินค้าและบริการในระยะยาวอย่างมาก

4. การควบคุมคุณภาพของความรวดเร็วฉับไวในการ download ข้อมูล รูปภาพสินค้า และลด error ในการเชื่อมโยงข้อมูลไปหน้าเพจต่าง ๆ ในส่วนนี้ต้องขึ้นกับ host ที่คุณเลือกทำสัญญารายปีที่ต้องมีทีมงาน โปรแกรมเมอร์ ช่างเทคนิค software และคุณสมบัติของ server ที่มีสเปคตอบโจทย์การใช้งานในธุรกิจคุณ

5. การมีความทันสมัยและมีการออกแบบที่ใช้งานง่าย แม้บนหน้าจอ smartphone ซึ่งเป็นรูปแบบการใช้งานซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ของคนส่วนใหญ่ทั่วโลก เนื่องจากพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป การใช้โทรศัพท์มือถือเกิดได้ทุกที่ ทั้งขณะเดินทางบนรถไฟฟ้า นั่งเรือ ช้อปปิ้งในห้างสรรพสินค้า ฯลฯ หากคุณไม่ทำเว็บไซต์ SEO ที่ใช้งานง่ายบนมือถือ ก็เท่ากับเสียโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มคนเป้าหมายไปเกินครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว

เว็บไซต์ขายของออนไลน์ ทำไมต้องทำ SEO

การทำเว็บไซต์ SEO ในปี 2019 จึงต้องใส่ใจในคุณภาพของเนื้อหา การปรับโครงสร้างให้มีความทันสมัย และตอบโจทย์การใช้งานจริงของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของคุณ จึงจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ให้ประสิทธิภาพดีทั้งในด้านยอดขายและผู้ติดตาม

5 ข้อดี 5 ข้อเสีย ของ SEO ที่ต้องรู้

5 ข้อดี 5 ข้อเสีย ของ SEO ที่ต้องรู้

การทำ SEO เป็นสิ่งที่หลายคนลงความเห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการขายสินค้าและบริการบนโลกอินเตอร์เน็ต แต่หลายคนก็ยังลังเลใจอยู่ เราจึงได้รวม 5 ข้อดีและ 5 ข้อเสียของการทำ SEO มาไว้ที่นี่ เพื่อเป็นข้อมูลก่อนการตัดสินใจทำหรือไม่ทำ SEO

5 ข้อดี 5 ข้อเสีย ของ SEO

5 ข้อดีของการทำ SEO

1. เว็บไซต์ที่ทำ SEO เท่ากับการเพิ่มโอกาสขยายฐานลูกค้าไปนอกประเทศ เพราะสามารถถูกสืบค้นพบเป็นอันดับต้น ๆ ได้ง่ายตลอด 24 ชั่วโมงทั่วโลก

2. การแนะนำสาขาเปิดใหม่หรือโปรโมชั่นใหม่ ๆ บนเว็บไซต์หรือเพจที่ทำ SEO จะช่วยกระจายข่าวได้ไวและนำมาซึ่งยอดขายเร็วกว่าวิธีอื่น

3. ลูกค้าส่วนใหญ่เลือกซื้อสินค้าและบริการจากเว็บไซต์ที่สร้างบทความ SEO ที่มีเนื้อหาสาระดี ๆ มานำเสนออย่างสม่ำเสมอ เท่ากับเป็นการผูกมิตรกับลูกค้า และยังได้รายได้จากลูกค้าประจำในระยะยาวด้วย

4. การทำ SEO สามารถเรียนรู้ได้และพัฒนาได้เรื่อย ๆ หากให้เวลากับการศึกษาและจับทางได้ ก็สามารถแก้จุดอ่อนเสริมจุดแข็งให้กับเว็บไซต์ตัวเองได้

5. การเท่าเทียมกันในการช่วงชิงอันดับต้น ๆ ในการสืบค้นจาก search engine ที่มีระบบวิเคราะห์ดาต้าที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ทำให้ไม่ว่าธุรกิจจะเก๋า มีมาหลายสิบปี หรือธุรกิจน้องใหม่ไฟแรง ก็สามารถสร้างเว็บไซต์ SEO ที่ติดอันดับ top five หรือ top ten ได้ทั้งสิ้น

5 ข้อเสียของการทำ SEO

1. ต้องใช้ระยะเวลาสะสมดาต้าใหม่ ๆ รวมถึงการอัพเดตโครงสร้างเว็บไซต์ให้ตอบโจทย์ SEO ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง จึงจะเริ่มเห็นผลลัพธ์จากการทำ SEO ได้อย่างชัดเจน

2. ด้วยอัตราการแข่งขันที่สูงไม่เท่ากันในแต่ละประเภทธุรกิจจึงใช้เวลาในการทำ SEO แตกต่างกัน หากเป็นธุรกิจที่มีคู่แข่งมาก เช่น การโรงแรม การท่องเที่ยว ฯลฯ ก็จำเป็นต้องใช้เวลานานหลายเดือนหรือนับปี จึงจะเห็นว่ามีลูกค้าหรือยอดจำหน่ายทัวร์หรือห้องพักได้เพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์

3. การทำ SEO ไม่สามารถหยุดนิ่งได้ เพราะจะถูกคู่แข่งทางธุรกิจประเภทเดียวกันหรือธุรกิจประเภทอื่นที่มีสินค้าและบริการทดแทนกันได้ (จากการสืบค้นด้วยคีย์เวิร์ดเดียวกัน) ช่วงชิงอำนาจในการซื้อขายในโลกออนไลน์ได้ตลอดเวลา

4. การจ้างบริษัททำ SEO ต้องมีค่าใช้จ่ายและหากต้องการประหยัดเงินส่วนนี้มาศึกษาการทำ SEO ด้วยตัวเอง ก็ต้องใช้ระยะเวลาลองผิดลองถูกเช่นกัน

5. การใส่คีย์เวิร์ดที่เหมาะกับการทำ SEO จำเป็นต้องมีการวิจัยตลาดด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อหาว่าลูกค้าเป้าหมายใช้คำใดบ้าง ซึ่งจะมีการเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามเทรนด์หรือกระแสนิยม

5 ข้อดี 5 ข้อเสีย SEO ที่ต้องรู้

หวังว่าทั้ง 5 ข้อดีและ 5 ข้อเสียที่กล่าวมาข้างต้น จะเป็นประโยชน์ในการสำรวจความต้องการของคุณว่าการทำ SEO จะตอบโจทย์ต่อการเติบโตของธุรกิจมากน้อยเพียงใด