SEO และไลฟ์สด เสริมกลยุทธ์การตลาดออนไลน์

SEO และไลฟ์สด เสริมกลยุทธ์การตลาดออนไลน์

ก่อนยุคการแพร่ระบาดของ Covid -19 ธุรกิจออนไลน์ก็เป็นที่นิยมในระดับหนึ่ง แต่มาระยะหลังที่มนุษย์ต้องพึ่งพาการทำธุรกิจบนโซเชียลมีเดียมากขึ้น ไม่ว่าจะแบรนด์ดังหรือร้านค้าน้อยใหญ่ต่างก็ปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยหันมาทำออนไลน์มาร์เก็ตติ้งเกือบ 80-90 เปอร์เซ็นต์ก็ว่าได้ ส่งผลให้กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ขับเคลื่อนและพัฒนาด้านการวางแผนการจัดการ การใช้สื่อ การทำ SEO การสร้างคอนเทนต์ การใช้โปรแกรมฯสำเร็จรูปและการไลฟ์สด เข้ามาเสริมกลยุทธ์เพื่อการตลาดออนไลน์ ซึ่งกลยุทธ์ที่ว่านี้มีอะไรบ้างเรามีข้อมูลให้ศึกษาเพิ่มเติมกัน

SEO (Search Engine Optimization) เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจุบัน เป็นวิธีการทำให้เว็บไซต์ของธุรกิจหรือแบรนด์สินค้าได้รับการจัดอันดับอยู่ในอันดับต้น ๆ บน Search Engines เช่น Google เพื่อเพิ่มโอกาสให้มีคนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์มากขึ้น และทำให้สามารถขายสินค้าและบริการได้มากยิ่งขึ้น ที่ผ่านมา เราอาจจะคุ้นเคยกับการใส่คีย์เวิร์ดที่ต้องการ โดยสอดคล้องกับชื่อหรือเนื้อหาของบทความส่งเสริมการขาย ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ ในหน้าแรกของ Google นั่นเอง แต่นี่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดของ SEO และไม่ใช่สูตรสำเร็จตายตัว เพราะกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้ว เรียกได้ว่ามีหลากหลายวิธีมากขึ้นทั้งร่วมกับ SEO และเป็นวิธีเฉพาะทางที่ไม่เกี่ยวกับ SEO โดยตรง ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

  • กลยุทธ์ในการทำ SEO สามารถปรับเปลี่ยนได้ เพื่อให้สอดคล้องกับอัลกอริทึมใหม่ ๆ ของ Google ทั้งนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานการนำเสนอเนื้อหาที่มีคุณภาพและคำนึงถึงผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง
  • กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ในการทำ SEO โดยใช้ Google Analytics ช่วยในการค้นหาข้อมูลเชิงลึกทางการตลาด ซึ่งจะเสริมประสิทธิภาพการทำ SEO ได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
  • ความสำคัญในการเลือกใช้ Keyword ให้มีประสิทธิภาพ ควรพิจารณาเลือกใช้ คีย์เวิร์ดให้สอดคล้องกับคอนเทนต์ของแบรนด์ หรือเพื่อสร้างการรับรู้และดึงดูดให้ผู้บริโภคสนใจเข้าชมเว็บไซต์ นอกจากนี้การเลือกใช้คีย์เวิร์ดยังต้องสัมพันธ์กับคีย์เวิร์ดที่กลุ่มลูกค้านิยมใช้ในการค้นหา เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น
  • การสร้างเว็บไซต์ในการทำ SEO ในยุคนี้ควรคำนึงถึงหน้าจอแสดงผลบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ เช่น มือถือ นาฬิกาสมาร์ทวอทช์ แท็บเล็ต เป็นต้น โดยออกแบบเว็บไซต์ให้เป็นแบบ Responsive Web Design ที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ต่าง ๆ เน้นแนวคิดเรื่องความรวดเร็วในการโหลดข้อมูล ใช้ง่าย ไม่สับสน
  • การทำ SEO บนสื่อโซเชียลมีเดีย เนื่องจากปัจจุบัน โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนเรา และเอื้อต่อการนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาด เพื่อสร้างฐานความเชื่อมั่นต่อองค์กร จึงต้องศึกษาวิธีการสร้างคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดียให้สอดคล้องกับ Search Engine ตามหลัก SEO ด้วย เพื่อให้หน้าแฟนเพจติดอันดับต้น ๆ ในผลการค้นหา
  • การสร้าง Backlink ให้มีคุณภาพ โดยการสร้างเนื้อหาที่ดีและแชร์ผ่านสื่อโซเชียลอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการโปรโมทด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อดึงดูดเว็บไซต์อื่นที่ต้องการคอนเทนต์คุณภาพดีไปอ้างอิง เป็นการขยายเครือข่าย Backlink ให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นผลดีกับเว็บไซต์ในระยะยาว
  • กิจกรรมไลฟ์สด เป็นสิ่งปลุกเร้าให้ผู้ชมและผู้บริโภคตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เป็นการตอกย้ำคีย์เวิร์ด และชื่อแบรนด์ไปพร้อมกัน การไลฟ์สดจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยกระตุ้นยอดขายที่แต่เดิมชะงักงันและสงบนิ่ง ให้กลับมามีชีวิตชีวา ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และความสนุกในการทำงาน ที่สำคัญคือการสร้างยอดขายและสร้างการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของแบรนด์ไปในตัว

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า เมื่อธุรกิจออนไลน์หันมาใช้กลยุทธ์ SEO ผสมผสานการไลฟ์สด ก็จะยิ่งเพิ่มมูลค่าทางการตลาดด้วยความน่าสนใจ ความสนุก และมีการโต้ตอบอย่างปัจจุบันทันที ส่งผลให้สามารถปิดการขายได้อย่างรวดเร็ว เป็นที่จดจำและอยากกลับมาใช้บริการซ้ำอีก นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ต้องไม่ลืมคือ คุณภาพของสินค้าและบริการ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้บริโภค

SEO กับ SEM ช่วยให้ธุรกิจออนไลน์เติบโตได้อย่างไร

SEO กับ SEM ช่วยให้ธุรกิจออนไลน์เติบโตได้อย่างไร

คนที่สนใจการตลาดออนไลน์ยุคใหม่ต้องรู้จักหลักการ SEO และ SEM ที่จะทำให้คุณมีข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่งและทำให้ธุรกิจโตได้แบบก้าวกระโดด โดยทั้งสองแบบเป็นวิธีที่คนกำลังนิยมมากในขณะนี้
สำหรับผู้ที่เพิ่งเข้ามาในวงการตลาดออนไลน์ เรามาดูกันว่าเหตุใดวิธีทั้งสองจึงช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตขึ้นได้

  1. เว็บไซต์ทันสมัยตอบโจทย์ผู้ใช้งาน

SEO หรือ search engine optimization ช่วยให้พัฒนาคุณภาพเว็บไซต์ทั้งในส่วนของโครงสร้างที่ใช้ง่ายและสวยงาม เนื้อหาทันสมัยทันเหตุการณ์ที่กำลังอยู่ในกระแส การทำคลิปวิดีโอตรงกับ keyword ที่ลูกค้าเป้าหมายพิมพ์ค้นหาในช่อง Google search เหล่านี้ เป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจแก่ผู้ใช้งานเว็บไซต์ธุรกิจคุณ ซึ่งจะได้ผลลัพธ์นี้เมื่อทำ SEO ต่อเนื่อง

  1. เน้นขายเพิ่มช่วงเทศกาล

SEM หรือ search engine marketing เป็นการโฆษณาโดยการประมูลพื้นที่บนหน้าจอแสดงผลของ Google เมื่อประมูลได้มา ก็สามารถลงโฆษณาได้อย่างเต็มที่ โดยใช้คีย์เวิร์ดที่เหมาะสม และเสียค่าโฆษณาตามจำนวนการคลิก หรือที่เรียกว่า Pay per click เพิ่มโอกาสสร้างยอดขายและกำไร วิธีนี้คุ้มค่ากับการโฆษณาในช่วงเทศกาล เช่น ช่วงปีใหม่ คริสต์มาส วันวาเลนไทน์ ฯลฯ

  1. ตัดคู่แข่งทางธุรกิจได้

เนื่องจากการทำ SEO ต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูล เพื่อให้ระบบ algorithm ของ Google มาทำการบันทึก แล้วนำไปจัดอันดับเทียบกับเว็บไซต์อื่น ๆ ที่มีการใช้ keyword เดียวกัน เว็บไซต์ที่ทำ SEO สม่ำเสมอ ก็จะถูกจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ เป็นการได้เปรียบคู่แข่งทางธุรกิจได้อย่างมาก ดังนั้น หากเริ่มทำ SEO เร็วและทำอย่างต่อเนื่อง ก็ยิ่งได้ส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้นนั่นเอง

  1. บริหารการเงินได้เป็นระบบ

การทำ SEO สามารถทำได้เองโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือจะจ้างบริษัทมืออาชีพทำก็ได้ โดยมีค่าใช้จ่ายตามแพ็กเกจ ส่วน SEM เป็นการจ่ายตามวงเงินที่ควบคุมได้เอง หากกำหนดแผนงานในการทำ SEO และ SEM อย่างเป็นระบบ ก็เท่ากับสามารถบริหารการเงินได้อย่างรัดกุม ช่วยควบคุมต้นทุนในการทำธุรกิจออนไลน์ได้ดียิ่งขึ้น

  1. สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า

หากกลุ่มเป้าหมายพิมพ์ค้นหาข้อมูลครั้งใด ก็ปรากฏชื่อแบรนด์เว็บไซต์ธุรกิจคุณอยู่ในอันดับต้น ๆ จากการทำ SEO หรือถูกนำเสนอในจุดที่เห็นได้ชัดจากการทำโฆษณา SEM ก็จะเกิดการจดจำแบรนด์และเพิ่มความเชื่อมั่นจนอยากใช้สินค้าและบริการจากเว็บไซต์ของคุณมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจน้องใหม่หรือเป็นแบรนด์ที่มีมานานแล้ว ก็ย่อมได้ผลดีจากการทำเทคนิคนี้

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO และ SEM ต่างมีข้อดีที่สามารถปรับใช้ผสมผสานควบคู่กันได้ เพื่อให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณเติบโตทั้งด้านชื่อเสียงของแบรนด์และการเข้าถึงลูกค้าใหม่ ๆ เพิ่มโอกาสกลับมาใช้บริการซ้ำของลูกค้าประจำ ฯลฯ ขอเพียงศึกษาให้เข้าใจและปรับใช้ให้เหมาะสมเท่านั้น

SEO สุดยอดตัวช่วยการเติบโตของธุรกิจ

SEO สุดยอดตัวช่วยการเติบโตของธุรกิจ

ไม่ว่าใครก็คงอยากที่จะทำธุรกิจออกมาแล้วรุ่ง ปัง ๆ กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ก็ตาม ซึ่งในปัจจุบันนี้เราจะพบเห็นการแข่งขันที่ค่อนข้างสูงมาก ๆ ใครที่มีกลยุทธ์ทางการตลาดหรือมีไอเดียที่ดีกว่าในเรื่องของการโปรโมทก็จะล้ำนำหน้าไปเสมอ สำหรับธุรกิจที่มีสินค้าและบริการที่ดี มีคุณภาพสูงก็อาจจะไม่สามารถเติบโตได้อย่างที่ต้องการ ถ้าหากขาดตัวช่วยที่สำคัญ โดยเฉพาะการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ของธุรกิจ ที่จะช่วยให้ผู้คนสามารถค้นเจอสินค้าหรือบริการของเราได้มากขึ้นนั่นเอง

ทำความรู้จักกับ SEO

หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับ SEO ในชื่อ Search Engine Optimization ซึ่งเป็นการปรับเนื้อหา รายละเอียด องค์ประกอบต่าง ๆ ของเว็บไซต์ให้เป็นไปตามที่ search engine นั้นต้องการ ยกตัวอย่าง เวลาที่เราค้นหา keyword หรือคำใด ๆ ลงไปใน Google ซึ่งเป็นเว็บ search engine เราจะพบเว็บไซต์ที่ขึ้นมาติดการค้นหาในหน้าแรก ๆ อยู่อันดับแรก ๆ ที่ไม่ใช่การโฆษณา ซึ่งเว็บไซต์เหล่านี้จะเป็นเว็บไซต์ที่มีการทำ SEO ที่ดี ส่งผลให้เพิ่มโอกาสที่ผู้คนจะค้นเจอเว็บไซต์ได้มากขึ้น

ทั้งนี้ก็ยังรวมถึงบทความที่มีความเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการต่าง ๆ ด้วย สามารถที่จะทำ SEO ได้เช่นเดียวกัน ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มักจะค้นคว้าข้อมูลในโลกออนไลน์ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าจริง เมื่อค้นหาสินค้าหรือบริการใด ๆ แล้วพบรีวิวสินค้าหรือบทความของบริษัทใดขึ้นมาเป็นลำดับแรก ๆ ก็มักจะนำมาเป็นตัวเลือกในการพิจารณาอันดับแรก ๆ เช่นกัน นอกจากนี้แล้วก็ยังมีพฤติกรรมของผู้บริโภคบางประเภทที่เน้นในเรื่องของความสะดวกสบายและรวดเร็ว คือค้นเจอสินค้าจากแบรนด์ไหนก่อนก็ตัดสินใจซื้อเลย ดังนั้นสินค้าหรือบริการใด ๆ ที่ติดลำดับการค้นหาในหน้าแรกหรือหน้าสองก็จะมีโอกาสเพิ่มยอดขายได้มากกว่า

ลงทุนน้อยแต่ได้ผลตอบแทนมาก

การทำ SEO ไม่ได้ใช้งบประมาณที่สูงอย่างที่คิด สามารถที่จะทำได้ในธุรกิจทุก ๆ ประเภท ในระยะยาวแล้วมีความคุ้มค่ากว่าการทำโฆษณาอย่างมากเลยทีเดียว ไม่ต้องไปซื้อโฆษณาแพง ๆ หรือไปลงประกาศโฆษณาตามส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น หนังสือ นิตยสาร ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีคนที่สามารถเข้าถึงได้ทั้งหมดกี่คน ซึ่งการลงทุนกับ SEO นั้นถือเป็นการลงทุนที่มีความคุ้มค่าอย่างมากเลยทีเดียว

การเติบโตของธุรกิจแม้จะต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่างและอาจจะมีปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย แต่ถ้าเรามีตัวช่วยที่ดี มีประสิทธิภาพ สามารถใช้งานได้จริง อย่าง SEO ที่ช่วยทำให้เว็บไซต์และเนื้อหาต่าง ๆ ของเรามีความแตกต่างและความพิเศษกว่าเนื้อหาของเว็บไซต์อื่น ๆ ก็จะสามารถช่วยส่งเสริมองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างในธุรกิจของเราให้สมบูรณ์และเติบโตมากยิ่งขึ้นได้

6 ข้อต้องห้าม ในการทำ SEO

6 ข้อต้องห้าม ในการทำ SEO

ในปี 2019 การขายสินค้าออนไลน์เป็นที่นิยมมาก ซึ่งการประชาสัมพันธ์ด้วยการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นสิ่งที่นักธุรกิจควรทำอย่างถูกต้อง เพื่อให้มีการจัดอันดับที่ดีและมียอดขายเพิ่ม

เราจึงได้รวบรวม SEO ที่ไม่ควรทำ ในปี 2019 มาฝากกัน เพื่อที่จะเป็นแนวทางให้ระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ดังนี้

1. ไม่ควรจะคัดลอกเนื้อหาจากเว็บไซต์อื่น ๆ หรือที่เรียกว่าการทำบทความซ้ำ (Plagiarism) เนื่องจากว่าระบบ Search Engine อย่าง Yahoo และ Google มี AI ที่สามารถที่จะตรวจสอบและวิเคราะห์ได้ จะทำให้การจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณตกลง และส่งผลเสียต่อยอดขายธุรกิจของคุณตามมาด้วย

2. ไม่ควรใส่คีย์เวิร์ดมากเกินไปจนทำให้เนื้อหาของบทความไม่เป็นธรรมชาติ และจะทำให้ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นบทความขยะ (Spam) ที่คุณภาพต่ำ ไม่ให้ประโยชน์แก่ผู้อ่านได้จึงควรใส่ 1-2 คีย์เวิร์ดต่อบทความให้กระจายในส่วนต่าง ๆ โดยที่เน้นความเป็นธรรมชาติของเนื้อหาให้มากขึ้นด้วย

3. บทความและลิงก์ที่เชื่อมด้วยกัน โดยเป็นแนวเชียร์ขายสินค้ามากเกินไป บทความแบบนี้จะมีคุณภาพต่ำและในปัจจุบันไม่ได้รับความนิยมจากผู้อ่านแล้ว นอกจากนี้ ระบบ Algorithm ยังวิเคราะห์ว่าเป็นบทความขยะด้วย ทำให้การจัดอันดับเว็บไซต์ไม่ดีเท่าที่ควร และให้เสียเวลารวมถึงค่าใช้จ่ายในการทำ SEO ไปโดยไม่จำเป็น

4. การเป็นบทความที่เนื้อหาอ่านยาก ไม่มีภาพประกอบ ไม่มีคลิปวิดีโอ จะเป็นบทความที่คนไม่ค่อยนิยมอ่าน เพราะไม่มีสิ่งดึงดูดความสนใจเท่าที่ควร จึงควรเพิ่มส่วนของสื่อมัลติมีเดียประกอบให้มากขึ้น ในการทำ SEO ให้เว็บไซต์

5. การไม่ทำ Meta-Description หรือข้อความสั้น ๆ ที่มีเนื้อหาเป็นภาพรวมของบทความทั้งหน้าเพื่อให้ผู้ที่เห็นเว็บไซต์ใน Search Engine ได้รู้ว่าถ้าคลิกเข้ามาแล้วจะได้อ่านบทความเกี่ยวกับเรื่องอะไร การมี Meta-Description ช่วยทำให้มีโอกาสเพิ่มที่ลูกค้าจะตัดสินใจคลิกเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณ

6. การทำ SEO แบบไม่ต่อเนื่อง จะทำให้อันดับของเว็บไซต์ไม่แน่นอนและตกไปอยู่อันดับท้าย ๆ ในหน้าต่างการสืบค้นได้ เพราะการจัดอันดับต้องใช้การสะสมข้อมูลและวิเคราะห์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ AI ของ Search Engine เว็บไซต์ที่ทำ SEO อย่างสม่ำเสมอจึงจะมีผลการจัดอันดับดีและมีลูกค้าต่อเนื่องตลอดเวลา

จากทั้ง 6 ข้อที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าเป็นการทำ SEO ที่ไม่ควรทำ ไม่ว่าจะทำ SEO เอง หรือจ้างบริษัททำก็ต้องทำการตรวจสอบคุณภาพของผลงานอย่างสม่ำเสมอและทำการวิเคราะห์ผลการทำ SEO ว่าทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นและคุ้มกับค่าใช้จ่ายหรือไม่ หากไม่สามารถทำเองได้ ควรเลือกบริษัทที่มีความชำนาญ เพื่อให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น

6 ข้อต้องห้าม ในการทำ SEO