Ubersuggest มีประโยชน์ต่อบทความ SEO อย่างไรบ้าง

Ubersuggest มีประโยชน์ต่อบทความ SEO อย่างไรบ้าง

Ubersuggest คือ โปรแกรมที่ช่วยในการผลิตบทความ SEO ที่มีคุณภาพตามที่ Google กำหนด เพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันกับเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่มีการใช้ keyword เดียวกันให้ดียิ่งขึ้น ซึ่ง Ubersuggest ยังมีการระบบการเก็บรวบรวมสถิติด้านต่าง ๆ ที่ช่วยให้ผู้ทำเว็บไซต์นำไปพิจารณาปรับใช้ เพื่อต่อยอดให้การสื่อสารบทความ SEO ถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ

มาทำความรู้จักกับ Ubersuggest

Ubersuggest เป็นโปรแกรมที่คิดค้นโดยนักการตลาดชื่อ Neil Patel ซึ่งในยุค 2020 ได้รับความนิยมใช้และบอกต่ออย่างแพร่หลาย เพราะหลังการทำเจ้าของเว็บไซต์จะสังเกตได้ว่า อันดับ SEO ดีขึ้น เว็บไซต์ปรากฏอยู่ในหน้าต่างหน้าแรกของ Google บ่อยขึ้น Ubersuggest ได้รับความสนใจจากผู้ทำเว็บไซต์ SEO ที่เป็นคนรุ่นใหม่ เพราะที่ไม่ต้องใช้ระยะเวลาในการเรียนรู้มาก และใช้ได้กับการเลือก keyword ที่คนสืบค้นใน Google ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

มีการวิเคราะห์ว่า คนไทยผู้ใช้งาน Google เพื่อหาข้อมูล โดยเฉพาะกลุ่มอายุช่วงวัยรุ่นและวัยทำงาน 18-25 ปี จะนิยมใช้ keyword ภาษาไทยในการหาร้านค้า เช่น ใช้คำว่า เครื่องสำอาง ผิวขาวกระจ่างใส มากกว่าการใช้คำว่า Whitening Cream หรือการหาชื่อ ร้านดอกไม้ออนไลน์ ร้านดอกไม้รับปริญญา มากกว่าการใช้คำว่า Flower Shop Online เป็นต้น

Ubersuggest จึงเป็นเหมือนเลขาที่ช่วยให้ผู้คิดบทความ SEO เลือกคำได้เหมาะสม สื่อสารได้ตรงใจผู้อ่านยิ่งขึ้น โดย Ubersuggest สามารถที่จะแสดงค่าสถิติที่ผู้ทำเว็บไซต์ SEO เลือก keyword เพื่อการคิดส่วนหัวข้อ (title) ส่วนบทย่อ (meta-description) และเนื้อหา (content) ได้ ดีขึ้น ดังนี้

ค่า search volume

เป็นตัวเลขที่แสดงถึงศักยภาพในการแข่งขันของ keyword หนึ่ง ๆ การเลือกใช้ keyword ที่มีค่านี้สูง ก็เท่ากับโอกาสที่บทความจะได้รับความสนใจจากผู้อ่าน เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการมากขึ้น

ค่า search difficulty

แสดงถึง อำนาจในการแข่งขันของ keyword หนึ่ง ๆ ที่จูงใจให้คนคลิกเข้ามาอ่านข้อมูลในเว็บไซต์มากกว่าคำอื่น ๆ ควรเลือกคำที่มีค่านี้สูง เพราะบทความจะโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์มาก

ค่า paid difficulty

เป็นค่าตัวเลขที่เหมาะกับคนที่สนใจทำการตลาดให้เว็บไซต์แบบโฆษณา หรือทำ SEM (search engine marketing) เพราะถ้าเลือกคำที่มีค่านี้สูงจะมีโอกาสผลิตบทความที่คุ้มค่ากับการโฆษณามากขึ้น เป็นคำที่คนสนใจมาก และช่วยกระตุ้นให้เกิดยอดซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นได้

จะเห็นได้ว่า Ubersuggest เป็นตัวช่วยที่ทำให้การเลือกใช้ keyword SEO ของทุกเว็บไซต์เหมาะสมยิ่งขึ้น เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้คนทำเว็บไซต์ SEO ยุคใหม่สนใจดาวน์โหลดโปรแกรมใช้ฟรีตัวนี้มาทดลอง และศึกษาวิธีการใช้งานให้คุ้มค่า เพื่อที่จะได้ลดต้นทุนทางธุรกิจ และยังได้ประสิทธิภาพในการทำธุรกิจออนไลน์ที่เป็นมืออาชีพมากขึ้น

มาทำความรู้จักกับ Ubersuggest

Ubersuggest มีอะไรน่าสนใจที่คนทำเว็บไซต์ SEO ต้องรู้

Ubersuggest มีอะไรน่าสนใจที่คนทำเว็บไซต์ SEO ต้องรู้

Ubersuggest เป็นโปรแกรมตัวช่วยที่ดีสำหรับผู้ทำเว็บไซต์ SEO ให้เห็นพัฒนาการและจุดอ่อนของตัวเองในระหว่างขั้นตอนการทำ SEO ที่ต้องมีคุณสมบัติตามกฎเกณฑ์ที่ Google กำหนดอย่างสม่ำเสมอ

หากทำ SEO ได้ดี จะช่วยให้เว็บไซต์นั้น ถูกแสดงผลในหน้าแรกอันดับต้น ๆ เมื่อมีการพิมพ์ค้นหาด้วย keyword หนึ่ง ๆ ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันทางธุรกิจออนไลน์ได้ยิ่งขึ้น

Ubersuggest เป็นเครื่องมือที่ทุกคนสามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรีจาก https://neilpatel.com/ubersuggest/ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญการตลาดออนไลน์ให้ความเห็นว่าเหมาะกับการเรียนรู้เพื่อส่งเสริม SEO ให้เว็บไซต์ธุรกิจทุกประเภท

เพราะระบบการทำงานออกแบบมาดี ให้สามารถประมวลผลได้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษใน keyword ที่ครอบคลุมธุรกิจที่หลากหลาย ทั้งด้านสินค้าสุขภาพ แฟชั่น เครื่องใช้ในครัวเรือน เฟอร์นิเจอร์ รถยนต์ อุปกรณ์ไอที ฯลฯ

Ubersuggest ถูกสร้างมาเพื่อช่วยผู้ทำเว็บไซต์ SEO ใน 3 ด้าน คือ

ช่วยในการหา keyword ที่ดีที่สุด keyword สำคัญกับการคิดหัวข้อและรายละเอียดในบทความ Ubersuggest จะแสดงค่าสถิติที่จำเป็น เช่น อัตราการค้นหาคำสำคัญต่าง ๆ ใน 1 เดือนและมีการระบุนิยามว่า ให้รู้ว่าคำที่นิยมมาก (High) หรือนิยมน้อย (Low)

นอกจากนี้ ยังสามารถแสดงประสิทธิภาพในการแข่งขันของ keyword ให้คุณดูได้ว่า เมื่อใช้ในการผลิตบทความแล้ว จะดึงดูดคนอ่านให้คลิกเข้ามาได้มากน้อยเพียงใด

ใช้วิเคราะห์ค่า traffic ในการเข้าชมในเว็บไซต์ เพียงเจ้าของเว็บไซต์ใส่โดเมนและเลือกประเทศของกลุ่มคนเป้าหมาย หลังจากนั้น กดคำว่าค้นหา ระบบของ Ubersuggest จะแสดงให้เห็นถึงว่า แต่ละเดือนมีสัดส่วนการคลิกเข้ามาชมมากน้อยเพียงใด โดยเป็นเฉพาะสถิติจาก organic SERPs ที่มาจากการจัดอันดับ SEO โดยตรง ไม่นับรวมส่วน Paid SERPs ที่มาจากการจ้างโฆษณา จึงทำให้เห็นตัวเลขที่เปรียบเทียบผลการทำ SEO ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ระบบจะมีคำกำกับเป็นนิยมว่า ยอดเยี่ยมหรือ Great หากมีค่า traffic สูง ให้คุณได้มั่นใจด้วย แต่หากค่า traffic น้อย ระบบจะมีส่วนวิเคราะห์แนะนำให้แก้ไขอย่างตรงจุด

ใช้เพื่อวิเคราะห์คุณภาพ SEO หลังจากใส่ชื่อโดเมนแล้ว ให้คลิกปุ่มวิเคราะห์ SEO จะแสดงให้เห็นว่าส่วน on- page SEO และ off-page SEO ที่ทำสะสมข้อมูลมาเรื่อย ๆ ของเว็บไซต์คุณได้คะแนนอยู่ในเกณฑ์เท่าไหร่

ทั้งยังมีการวิเคราะห์ความแข็งแกร่งของเว็บไซต์ในการแข่งขันทางธุรกิจในมุมมองของระบบ algorithm ให้ดูด้วยว่าอยู่ในเกณฑ์ระดับกี่ดาวและควรต้องเร่งแก้ไขในจุดใดบ้าง

จะเห็นได้ว่า Ubersuggest เป็นตัวช่วยในการทำ SEO ที่ดีจึงไม่น่าแปลกใจที่คนทำเว็บไซต์มืออาชีพ จะศึกษาการใช้โปรแกรมตัวนี้และนำไปต่อยอด เพื่อเสริมสร้างความสำเร็จให้ธุรกิจออนไลน์ได้อย่างยั่งยืน

Ubersuggest ถูกสร้างมาเพื่อช่วยผู้ทำเว็บไซต์ SEO

Plugin yoast SEO ใช้งานอย่างไรเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ SEO

Plugin yoast SEO ใช้งานอย่างไรเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ SEO

การทำเว็บไซต์ SEO เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจออนไลน์ประสบความสำเร็จได้ตามหลักเกณฑ์ที่ search engine อย่าง Google กำหนด ทั้งนี้มี plugin yoast SEO ที่คนไทยที่ทำเว็บไซต์ออนไลน์นิยมใช้ สำหรับการตรวจสอบประสิทธิภาพขององค์ประกอบต่าง ๆ ในเว็บไซต์ SEO โดยเฉพาะการผลิตบทความบนโปรแกรม wordpress เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้ plugin yoast SEO มาฝากกัน ดังนี้

1. หลังติดตั้ง plugin yoast SEO แล้วการเขียนบทความจะแสดงอยู่ในกล่องที่เรียกว่า yoast metabox ซึ่งจะมีช่องให้เขียนส่วนหัวเรื่อง หรือ title และ description เป็นการย่อเรื่องราวของเนื้อหาในเพจลงมาเป็นคำสั้น ๆ เพียงไม่กี่ประโยค เพื่อให้ผู้อ่านได้รู้ว่าหากคลิกเข้ามาในเว็บไซต์ แล้วจะได้รับข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเรื่องใดบ้าง

2. มีสีแดงเขียวโชว์ผลแบบชัดเจน การใส่ข้อมูลและการปรับแต่งต่าง ๆ ใน plugin yoast SEO ทำได้ง่ายดายผ่านปุ่ม edit snippet ที่จะมีผลโชว์ในทันทีเป็นสีแดงและสีเขียว หากเป็นสีเขียวก็แสดงว่าควรเติมข้อมูลต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเป็นสีแดงก็ควรหยุด (ถอยกลับมาให้เป็นสีเขียวจึงดีที่สุด) ซึ่งมาจากการวิเคราะห์อ้างอิงกับระบบ SEO ของ Google

3. สามารถใช้เพื่อใส่ข้อมูลสำหรับการโชว์บนแพลตฟอร์มอื่นที่ไม่ใช่เว็บไซต์ เช่น Facebook ได้ การใช้ plugin yoast SEO เชื่อมสู่ Facebook มีข้อดี คือ การเข้าหากลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้สะดวกรวดเร็วขึ้น โดยใช้ plugin yoast SEO ในการปรับแต่งค่าต่าง ๆ ให้มีความแตกต่างจากการปรากฏบนเว็บไซต์ปกติ โดยสามารถเลือก Facebook title เพื่อคิดหัวเรื่องแบบสั้นกระชับสั้นใน Facebook ส่วน Facebook descriptionเพื่อใส่เนื้อหาสรุปที่จูงใจผู้อ่าน และการใส่รูปหน้าปกที่ดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย โดยคลิกที่ Facebook image ก็จะทำการ upload ได้สำเร็จอย่างง่ายดาย

4. การตั้งค่า sitemap ใน plugin yoast SEO มีฟังก์ชั่นที่สามารถช่วยสร้างหน้าสารบัญได้ในพริบตา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการให้ search engine อย่าง Google มาเก็บข้อมูลอย่างรวดเร็ว แล้วนำไปวิเคราะห์ด้วยระบบ algorithm ทำให้เห็นผลการเปลี่ยนแปลงอันดับ SEO ได้ไวขึ้น วิธีการ คือ ให้กดปุ่ม enable เพื่อให้ระบบ plugin yoast SEO สร้างหน้า sitemap ให้โดยอัตโนมัติ หลังจากนั้นต้องคลิกที่ปุ่ม xml sitemap เพื่อดูผลลัพธ์การตั้งสารบัญ ก่อนจะทำการคัดลอก URL เพื่อกรอกลงในโปรแกรม Google search console เพื่อให้ AI ของ search engine มาเก็บข้อมูลต่อไป

การใช้ plugin yoast SEO มาฝาก

จะเห็นได้ว่า plugin yoast SEO เป็นตัวช่วยที่ดี สำหรับการวิเคราะห์คุณภาพขององค์ประกอบและช่วยพัฒนาเว็บไซต์ SEO ทำให้อันดับเว็บไซต์ทางธุรกิจดียิ่งขึ้นได้ ที่สำคัญคือ การเรียนรู้เพื่อใช้ประโยชน์ plugin yoast SEO ด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ที่จะทำให้เห็นผลการเปลี่ยนแปลงเพิ่มยอดขาย ควบคู่กับการขยายฐานลูกค้าประจำและลูกค้าใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง

เทคนิคการทำเว็บไซต์ SEO ให้อันดับดี

เทคนิคการทำเว็บไซต์ SEO ให้อันดับ

ในปัจจุบัน การขายสินค้าออนไลน์แข่งขันกันสูงระหว่างคู่แข่งสินค้าประเภทเดียวกัน ทำให้ต้องใส่ใจในเรื่องเทคนิคการทำเว็บไซต์ SEO เพื่อให้อันดับการสืบค้นสูงขึ้น ซึ่งลำดับในกูเกิ้ลที่ยิ่งสูงขึ้นนั้นมีผลให้เกิดโอกาสในการขายและประชาสัมพันธ์สินค้าได้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากกว่าแบรนด์อื่น ๆ โดยเทคนิคการทำเว็บไซต์ SEO ให้อันดับดี ที่ควรทราบมีดังนี้

1. เรียนรู้ระบบการทำงานของระบบ algorithm

ควรรู้จักระบบ algorithm ที่ search engine ใช้ในการวิเคราะห์เนื้อหา เช่น PANDA HUMMINGBIRD ซึ่งจะมีการเก็บข้อมูลแบบสะสมเพื่อการประมวลผลคุณภาพของเว็บไซต์ การปรับปรุงเนื้อหาเป็นประจำและเลือก keyword ที่เหมาะสม จะทำให้เว็บไซต์มีโอกาสถูกสืบค้นได้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและทำให้อันดับดีขึ้น

2. ศึกษาวิธีการทำ User experience

User experience จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

(1) สร้างเนื้อหาที่ต้องโดนใจผู้อ่าน โดยต้องมีการทำทีมลงวิจัยช่วยกันเก็บข้อมูลจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เช่น ทำโพลว่าลูกค้าอยากรู้เรื่องอะไรเป็นพิเศษ และนำข้อมูลที่ได้มาทำเป็นคลิปมัลติมิเดีย หรือสร้างบทความที่ตรงกับความต้องการของผู้อ่าน

(2) พัฒนาในส่วนของเทคนิคการเชื่อมโยงข้อมูลที่ต้องมีความรวดเร็ว สร้าง Cache ให้เว็บไซต์ดาวน์โหลดได้อย่างรวดเร็ว และลดขนาดรูปหรือคลิปเพื่อทำให้ใช้เวลาในการเรียกดูข้อมูลน้อยที่สุด เพราะส่งผลต่อความประทับใจของผู้ชม หากโหลดได้เร็วก็จะทำให้มีผู้ติดตามเพิ่มและเว็บไซต์จัดอันดับสูงขึ้นด้วย

3. ทำเว็บไซต์ให้ใช้งานในมือถือได้ดี

Website SEO ที่ดี ต้องสามารถใช้งานได้ทั้งในระบบมือถือและคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ เพราะว่าลูกค้าส่วนใหญ่เน้นใช้งานผ่านระบบมือถือที่ติดตามตัวได้ทุกที่ ถ้าหากเน้นความสวยงามและใช้งานง่ายแต่เฉพาะในเว็บไซต์ ก็จะทำให้อันดับในการถูกสืบค้นไม่ดีเท่าที่ควร

4. การสร้างเว็บไซต์ SEO ที่ใช้กับ Voice search ได้

ปัจจุบัน มีการสืบค้นข้อมูลโดยใช้เสียงผ่านเครื่องมือสมาร์ทโฟน ผู้ทำเว็บไซต์จึงต้องให้ความสำคัญกับ Voice search ให้มากขึ้น โดยใช้ทำ long-Tail keyword ในบทความเพิ่ม เพื่อให้มีโอกาสที่จะถูกนำเสนอต่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น

5. เพิ่มการอัพลิงค์ Video ใน YouTube

Video ใน YouTube เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยดึงดูดใจผู้ชมเว็บไซต์ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการดูภาพเคลื่อนไหวมากกว่าการอ่านตัวหนังสือ ทั้งควรมีการวางโครงเรื่องและการใช้คำที่ติดหู เพื่อให้ถูกกล่าวถึงและบอกต่อมากขึ้น ซึ่งจะทำให้มีการติดตามจากลิ้งค์ไปที่เว็บไซต์มากขึ้นและเพิ่มอันดับการสืบค้นให้ดีขึ้นด้วย

จากเทคนิคทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมา หากผู้ทำเว็บไซต์ได้นำไปประยุกต์ใช้ จะทำให้เว็บไซต์ SEO ถูกจัดอันดับที่ดีขึ้น มียอดการขายและลูกค้าเพิ่มขึ้น ทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการขายอย่างแน่นอน

เทคนิคการทำเว็บไซต์ SEO ให้อันดับดี

5 ข้อดี 5 ข้อเสีย ของ SEO ที่ต้องรู้

5 ข้อดี 5 ข้อเสีย ของ SEO ที่ต้องรู้

การทำ SEO เป็นสิ่งที่หลายคนลงความเห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการขายสินค้าและบริการบนโลกอินเตอร์เน็ต แต่หลายคนก็ยังลังเลใจอยู่ เราจึงได้รวม 5 ข้อดีและ 5 ข้อเสียของการทำ SEO มาไว้ที่นี่ เพื่อเป็นข้อมูลก่อนการตัดสินใจทำหรือไม่ทำ SEO

5 ข้อดี 5 ข้อเสีย ของ SEO

5 ข้อดีของการทำ SEO

1. เว็บไซต์ที่ทำ SEO เท่ากับการเพิ่มโอกาสขยายฐานลูกค้าไปนอกประเทศ เพราะสามารถถูกสืบค้นพบเป็นอันดับต้น ๆ ได้ง่ายตลอด 24 ชั่วโมงทั่วโลก

2. การแนะนำสาขาเปิดใหม่หรือโปรโมชั่นใหม่ ๆ บนเว็บไซต์หรือเพจที่ทำ SEO จะช่วยกระจายข่าวได้ไวและนำมาซึ่งยอดขายเร็วกว่าวิธีอื่น

3. ลูกค้าส่วนใหญ่เลือกซื้อสินค้าและบริการจากเว็บไซต์ที่สร้างบทความ SEO ที่มีเนื้อหาสาระดี ๆ มานำเสนออย่างสม่ำเสมอ เท่ากับเป็นการผูกมิตรกับลูกค้า และยังได้รายได้จากลูกค้าประจำในระยะยาวด้วย

4. การทำ SEO สามารถเรียนรู้ได้และพัฒนาได้เรื่อย ๆ หากให้เวลากับการศึกษาและจับทางได้ ก็สามารถแก้จุดอ่อนเสริมจุดแข็งให้กับเว็บไซต์ตัวเองได้

5. การเท่าเทียมกันในการช่วงชิงอันดับต้น ๆ ในการสืบค้นจาก search engine ที่มีระบบวิเคราะห์ดาต้าที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ทำให้ไม่ว่าธุรกิจจะเก๋า มีมาหลายสิบปี หรือธุรกิจน้องใหม่ไฟแรง ก็สามารถสร้างเว็บไซต์ SEO ที่ติดอันดับ top five หรือ top ten ได้ทั้งสิ้น

5 ข้อเสียของการทำ SEO

1. ต้องใช้ระยะเวลาสะสมดาต้าใหม่ ๆ รวมถึงการอัพเดตโครงสร้างเว็บไซต์ให้ตอบโจทย์ SEO ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง จึงจะเริ่มเห็นผลลัพธ์จากการทำ SEO ได้อย่างชัดเจน

2. ด้วยอัตราการแข่งขันที่สูงไม่เท่ากันในแต่ละประเภทธุรกิจจึงใช้เวลาในการทำ SEO แตกต่างกัน หากเป็นธุรกิจที่มีคู่แข่งมาก เช่น การโรงแรม การท่องเที่ยว ฯลฯ ก็จำเป็นต้องใช้เวลานานหลายเดือนหรือนับปี จึงจะเห็นว่ามีลูกค้าหรือยอดจำหน่ายทัวร์หรือห้องพักได้เพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์

3. การทำ SEO ไม่สามารถหยุดนิ่งได้ เพราะจะถูกคู่แข่งทางธุรกิจประเภทเดียวกันหรือธุรกิจประเภทอื่นที่มีสินค้าและบริการทดแทนกันได้ (จากการสืบค้นด้วยคีย์เวิร์ดเดียวกัน) ช่วงชิงอำนาจในการซื้อขายในโลกออนไลน์ได้ตลอดเวลา

4. การจ้างบริษัททำ SEO ต้องมีค่าใช้จ่ายและหากต้องการประหยัดเงินส่วนนี้มาศึกษาการทำ SEO ด้วยตัวเอง ก็ต้องใช้ระยะเวลาลองผิดลองถูกเช่นกัน

5. การใส่คีย์เวิร์ดที่เหมาะกับการทำ SEO จำเป็นต้องมีการวิจัยตลาดด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อหาว่าลูกค้าเป้าหมายใช้คำใดบ้าง ซึ่งจะมีการเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามเทรนด์หรือกระแสนิยม

5 ข้อดี 5 ข้อเสีย SEO ที่ต้องรู้

หวังว่าทั้ง 5 ข้อดีและ 5 ข้อเสียที่กล่าวมาข้างต้น จะเป็นประโยชน์ในการสำรวจความต้องการของคุณว่าการทำ SEO จะตอบโจทย์ต่อการเติบโตของธุรกิจมากน้อยเพียงใด