รู้หรือไม่? ทำไมทำ SEO แต่อันดับไม่ขึ้น

เหตุผลที่ทำ SEO แต่อันดับไม่ขึ้น

Keyword เป็นเครื่องมือสำคัญและเป็นหลักพื้นฐานในการทำ SEO ทำให้การเลือก Keyword ที่ดี มีจำนวนผู้ค้นหาเยอะและการแข่งขันน้อยจะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับได้ง่าย ซึ่งวิธีการหาไอเดีย Keyword ที่มือโปรใช้จะดูจาก Google Suggest และนำไปเช็คใน Keyword Research ซึ่งมีทั้งแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายและเสียค่าใช้จ่าย เพื่อให้ได้ Keyword ที่ดีที่สุด

เว็บไซต์กับ Search Engine Optimization หรือ SEO เป็นของคู่กัน ทำให้ทั้งนักการตลาดมือใหม่และมือเก่าจำเป็นที่ต้องเรียนรู้พื้นฐานของ SEO เพื่อนำมาปรับใช้กับเว็บไซต์ของตนเอง ซึ่งข้อดีหลักที่นักการตลาดทราบกันดี คือ จะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับการค้นหาบนหน้าแรกของ Search Engine แต่ก็มีหลายคนที่ทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ แต่กลับไม่สามารถทำให้เพิ่มอันดับการค้นหาบน Search Engine ได้เนื่องจากสาเหตุดังต่อไปนี้

เหตุผลที่ทำ SEO แต่อันดับไม่ขึ้น

การทำคอนเทนต์ไม่มีคุณภาพ จริงอยู่ที่การเขียน บทความ SEO จะช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับได้ แต่หากคอนเทนต์เหล่านั้นไม่มีคุณภาพตามที่ Search Engine และกลุ่มเป้าหมายต้องการ ก็ไม่สามารถทำให้เว็บไซต์ติดอันดับได้เช่นกัน ซึ่งองค์ประกอบหลักของการทำคอนเทนต์ให้มีคุณภาพ คือ มีจำนวนคำที่เหมาะสม โดยค่าเฉลี่ยของคำที่เหมาะสมจะอยู่ที่ประมาณ 300 – 500 คำต่อหนึ่งบทความ มีภาพประกอบที่เกี่ยวข้องและเหมาะสมกับเนื้อหาและใช้ Keyword ในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป โดยส่วนใหญ่แล้วการใช้ Keyword ควรอยู่ที่ประมาณ 1% ของจำนวนคำทั้งหมดในหนึ่งบทความ

เว็บไซต์โหลดหน้าช้าเกินไป คนสมัยใหม่รออะไรไม่ได้นาน การที่เว็บไซต์ไม่สามารถตอบสนองได้ทันท่วงที อาจทำให้กลุ่มเป้าใหม่เลิกให้ความสนใจในที่สุด โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่ไม่เอื้อต่อการใช้งานบนมือถือยิ่งทำให้เว็บไซต์ด้อยคุณภาพ เนื่องจากในยุคปัจจุบันคนส่วนใหญ่ใช้งานเว็บไซต์บนมือถือมากกว่าอุปกรณ์อื่น ๆ

จัดเรียงเนื้อหาไม่น่าสนใจหรืออ่านยาก การเขียนบทความยาวตามคุณภาพที่ Search Engine ตั้งเป้าไว้เป็นเรื่องดี แต่หากไม่จัดเนื้อหาให้อ่านง่ายและมีความง่ายต่อการทำความเข้าใจ จะทำให้เว็บไซต์กลายเป็นเว็บที่ไม่มีคุณภาพ เนื่องจากมีจำนวนผู้ที่ใช้เวลาในเว็บไซต์น้อย

ใช้บทความซ้ำ การอัปโหลดบทความเป็นประจำทุกวันจะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับได้ แต่การใช้บทความซ้ำบ่อย ๆ ไม่อาจทำให้เว็บไซต์ติดอันดับได้ เนื่องจากบทความหรือคอนเทนต์ที่ Search Engine ต้องการนั้น ต้องเป็นบทความที่มีความสดใหม่ ดังนั้นหากต้องการนำบทความเดิมมาใช้อาจต้องรีไรท์ให้เกิดความแตกต่างจากบทความเดิมให้มากที่สุด ซึ่ง https://smallseotools.com/plagiarism-checker/ เป็นเครื่องมือที่จะช่วยตรวจสอบข้อความซ้ำได้ดีระดับหนึ่ง สามารถนำผลการตรวจไปปรับปรุงการเขียนได้

การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการทำคอนเทนต์หรือบทความเท่านั้น แต่การทำ SEO ครอบคลุมไปถึงการตั้งค่าและการจัดระเบียบภายในเว็บไซต์ด้วย ดังนั้น หากต้องการให้เว็บไซต์ติดอันดับ การหลีกเลี่ยงข้อควรระวังข้างต้น จะทำให้เว็บไซต์มีคุณภาพมากขึ้น

รู้หรือไม่ ทำไมทำ SEO แต่อันดับไม่ขึ้น

หลักพื้นฐานในการทำ SEO มีอะไรบ้าง

หลักพื้นฐานในการทำ SEO มีอะไรบ้าง

ในอดีตการทำเว็บไซต์เป็นเรื่องยาก เพราะต้องมีความรู้เกี่ยวกับภาษาคอมพิวเตอร์ เช่น HTML, ASP, PHP, JAVA ฯลฯ ต่าง ๆ ทำให้น้อยคนนักที่จะสามารถมีเว็บไซต์ของตัวเองได้ ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันที่การทำเว็บไซต์กลายเป็นเรื่องง่ายที่ใครก็สามารถมีได้ เพราะมีผู้ให้บริการเว็บไซต์ฟรีมากมาย เช่น WordPress, Wix, lnwshop, MakeWebEasy ฯลฯ จากนั้นก็ซื้อชื่อโดเมนเนมที่ต้องการและเช่าพื้นที่เว็บโฮสติ้ง ก็ทำให้มีเว็บไซต์ตามต้องการได้แล้ว โดยสามารถศึกษาวิธีการทำได้จากอินเทอร์เน็ต

แม้ว่าการสร้างเว็บไซต์จะเป็นเรื่องง่าย แต่การทำให้เว็บไซต์ได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายเป็นเรื่องที่จะต้องใช้เทคนิค SEO (Search Engine Optimization) เข้าช่วย โดยพื้นฐานในการทำ SEO มี 2 ส่วนดังนี้

พื้นฐานในการทำ SEO

On-page เป็นการทำให้หน้าเว็บไซต์มีความสนใจ ประกอบไปด้วย

– Keyword แน่นอนว่าการทำเว็บไซต์อะไรสักอย่างจะต้องมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน โดยกลุ่มเป้าหมายนั้นจะเห็นเว็บไซต์ได้ต่อเมื่อมีการแสดงขึ้นมาบนแหล่งที่เห็นได้ชัด ดังนั้นการเลือก Keyword ที่ดี คือ มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน อัตราการแข่งขันน้อยย่อมทำให้เว็บไซต์มีอัตราการถูกมองเห็นบน Search Engine มากขึ้น โดย Keyword ที่ดีสามารถเช็คได้จากเว็บไซต์ Keyword Suggestion ต่าง ๆ ที่มีทั้งแบบฟรีและเสียค่าบริการ

– คุณภาพของ Content เป็นการนำ Keyword ดีมาทำให้เกิดเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ หรือ Content ดี ๆ ให้กับผู้ใช้งาน ทำให้เว็บไซต์มีความน่าสนใจและได้รับความเชื่อใจจากกลุ่มเป้าหมาย โดยวิธีการที่ง่ายที่สุด คือ การเขียนบทความ SEO เพื่อให้ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์หรือบริการบนเว็บไซต์

– ความสม่ำเสมอของการทำ Content แม้ว่า Content หรือ บทความ SEO จะมีคุณภาพแต่หากไม่ได้อัปโหลดเป็นประจำสม่ำเสมอก็อาจทำให้เว็บไซต์ไม่น่าสนใจเท่าที่ควร

Off-page เป็นการแนะนำเว็บไซต์ของคุณผ่านเว็บไซต์อื่น (Backlink) เช่น การให้ความรู้ เทคนิค หรือวิธีการต่าง ๆ บนเว็บบล็อกต่าง ๆ และแนบ URL ของเว็บไซต์คุณเอาไว้ เป็นต้น ทั้งนี้การทำ Backlink ที่ดี ไม่ควรกระทำการดังต่อไปนี้

Spam บทความซ้ำ ๆ โดยแนบ Backlink เว็บไซต์เอาไว้ แม้บทความนั้นจะเป็นบทความคุณภาพแต่การโพสต์บทความซ้ำ ๆ อาจทำให้ Search Engine จะมองว่าเว็บไซต์ของคุณไม่มีคุณภาพและจงใจก่อกวนบนอินเทอร์เน็ต ทำให้เว็บไซต์ตกอันดับได้

การโพสต์บทความโดยใส่ Backlink เอาไว้ในเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน เช่น บทความสุขภาพแต่โพสต์ลงเว็บไซต์เกี่ยวกับ IT เป็นต้น

การแลกลิงก์กับเว็บไซต์อื่นที่มากเกินไปทำให้เว็บไซต์กลายเป็นเว็บที่ไม่มีคุณภาพและ Search Engine ลดอันดับของเว็บไซต์ลง

การทำบทความไม่มีคุณภาพ คือ การทำบทความที่มนุษย์อ่านไม่เข้าใจ เช่น การพิมพ์ตัวอักษรหรือตัวเลขไปเรื่อย โดยที่ข้อความนั้นไม่ได้เป็นสูตรคณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์ ก็ทำให้เว็บไซต์โดนแบนจาก Search Engine ได้เช่นกัน

โดยสรุปแล้วพื้นฐานในการทำเว็บไซต์ควรเริ่มที่การทำ Content หรือบทความที่มีคุณภาพ และสามารถสร้างประโยชน์ให้กับผู้ใช้งานหรือผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้นั่นเอง

พื้นฐานในการทำ SEO

การทำให้ Yoast SEO แสดงผลไฟเขียว สำคัญอย่างไร

Yoast SEO เป็น plugin อันดับต้น ๆ ที่คนทำงานด้านเว็บไซต์ SEO บอกต่อให้ใช้กัน เพราะจะช่วยให้ผู้ใช้งานโปรแกรม WordPress เขียนบทความประกอบเป็นเว็บไซต์ได้อย่างมีคุณภาพยิ่งขึ้นหลายเท่าตัว ซึ่งการผลิตบทความที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่นและมีคำสำคัญที่ตรงกับการสืบค้น จำเป็นสำหรับธุรกิจออนไลน์ทุกประเภทอย่างมาก

ไฟแสดงผลการวิเคราะห์ จากการทำ Yoast SEO

การทำให้ Yoast SEO ขึ้นไฟแสดงผลการวิเคราะห์ส่วนต่าง ๆ ของบทความ SEO เป็นสีเขียวนั้นสำคัญมาก และนับว่าเป็นที่ต้องการของผู้ใช้งานทุกคน เพราะเท่ากับเป็นการการันตีได้ว่าเมื่อนำไปใช้โพสต์ลงในเว็บไซต์แล้ว จะส่งเสริมโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจได้สูงกว่ากรณีที่ขึ้นเป็นไฟสีส้มหรือสีแดง ที่แปลว่าไม่ผ่านหรือต้องปรับปรุง

Yoast SEO เป็นโปรแกรมที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี ใช้งานได้สะดวก ใช้เวลาเรียนรู้น้อย แม้จะมีการอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ ในส่วนคำอธิบายผลวิเคราะห์ แต่ก็เป็นศัพท์ที่เข้าใจง่าย เหมาะกับผู้ใช้งานทั่วไป

ดังนั้น ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไร เช่น การโรงแรม ท่องเที่ยว รีสอร์ท ร้านอาหารขนมหวาน ร้านกาแฟ ขายเสื้อผ้าแฟชั่น กีฬา สินค้ากลุ่มแม่และเด็ก ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพความงาม เครื่องสำอาง สินค้าไอที โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ ก็ควรศึกษาการใช้งาน Yoast SEO ไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

ในการใช้งาน Yoast SEO คุณสามารถทำให้ผลไฟวิเคราะห์ขึ้นเป็นสีเขียวได้ด้วยวิธีต่าง ๆ ดังนี้

1. การตั้งชื่อบทความ

ไม่ควรจะสั้นหรือยาวมากเกินไป มีการใส่ keyword หลักที่ตรงกับการสืบค้นของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งควรจะเป็นคำที่มีความจำเพาะเจาะจง เช่น เพศ รุ่นสินค้า สี ฯลฯ หรือที่เรียกว่า niche long-tailed keyword เช่น ไม่ควรใช้คำว่า รองเท้ากีฬา แต่ควรเป็น รองเท้า adidas รุ่น abc ผู้ชาย ราคาถูก มือสอง เป็นต้น

2. การใช้ keyword

ควรมีคำสำคัญในบทความ เป็น keyword หลักคำเดียว และอาจมีคำรอง อีก 1-2 คำ ก็ได้ โดยต้องเขียนกระจายสม่ำเสมอในบทความ ทั้งส่วนต้น กลางเนื้อหาหลัก และส่วนสรุปจบ

3. ความยาวบทความ

เนื้อหาเรื่องที่ดีในภาษาไทยไม่ควรมีความยาวต่ำกว่า 300 คำ และยิ่งยาวถึง 2,000คำได้ก็ยิ่งดีต่ออันดับ SEO

4. ความเป็นเอกลักษณ์

เนื้อหาบทความต้องมีรายละเอียดเชิงลึกที่น่าสนใจและไม่มีการคัดลอกจากที่ไหน เพราะระบบคอมพิวเตอร์จะตรวจจับและอาจทำให้อันดับความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ที่นำบทความไปใช้ลดลง

5. การใส่ลิงก์

การทำลิงก์ลงในบทความ จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถคลิกที่ตัวอักษร เพื่อขึ้นเป็นหน้าเพจใหม่ได้ในทันที จึงสะดวกและสร้างความประทับใจให้ผู้อ่าน

จะเห็นได้ว่า Yoast SEO มีประโยชน์ต่อการทำธุรกิจออนไลน์อย่างมาก ผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ จึงต้องศึกษาการใช้งานเพื่อส่งเสริมให้มียอดขายและจำนวนลูกค้าประจำมากขึ้นเรื่อย ๆ

ไฟแสดงผลการวิเคราะห์ จากการทำ Yoast SEO

Ubersuggest มีประโยชน์ต่อบทความ SEO อย่างไรบ้าง

Ubersuggest มีประโยชน์ต่อบทความ SEO อย่างไรบ้าง

Ubersuggest คือ โปรแกรมที่ช่วยในการผลิตบทความ SEO ที่มีคุณภาพตามที่ Google กำหนด เพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันกับเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่มีการใช้ keyword เดียวกันให้ดียิ่งขึ้น ซึ่ง Ubersuggest ยังมีการระบบการเก็บรวบรวมสถิติด้านต่าง ๆ ที่ช่วยให้ผู้ทำเว็บไซต์นำไปพิจารณาปรับใช้ เพื่อต่อยอดให้การสื่อสารบทความ SEO ถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ

มาทำความรู้จักกับ Ubersuggest

Ubersuggest เป็นโปรแกรมที่คิดค้นโดยนักการตลาดชื่อ Neil Patel ซึ่งในยุค 2020 ได้รับความนิยมใช้และบอกต่ออย่างแพร่หลาย เพราะหลังการทำเจ้าของเว็บไซต์จะสังเกตได้ว่า อันดับ SEO ดีขึ้น เว็บไซต์ปรากฏอยู่ในหน้าต่างหน้าแรกของ Google บ่อยขึ้น Ubersuggest ได้รับความสนใจจากผู้ทำเว็บไซต์ SEO ที่เป็นคนรุ่นใหม่ เพราะที่ไม่ต้องใช้ระยะเวลาในการเรียนรู้มาก และใช้ได้กับการเลือก keyword ที่คนสืบค้นใน Google ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

มีการวิเคราะห์ว่า คนไทยผู้ใช้งาน Google เพื่อหาข้อมูล โดยเฉพาะกลุ่มอายุช่วงวัยรุ่นและวัยทำงาน 18-25 ปี จะนิยมใช้ keyword ภาษาไทยในการหาร้านค้า เช่น ใช้คำว่า เครื่องสำอาง ผิวขาวกระจ่างใส มากกว่าการใช้คำว่า Whitening Cream หรือการหาชื่อ ร้านดอกไม้ออนไลน์ ร้านดอกไม้รับปริญญา มากกว่าการใช้คำว่า Flower Shop Online เป็นต้น

Ubersuggest จึงเป็นเหมือนเลขาที่ช่วยให้ผู้คิดบทความ SEO เลือกคำได้เหมาะสม สื่อสารได้ตรงใจผู้อ่านยิ่งขึ้น โดย Ubersuggest สามารถที่จะแสดงค่าสถิติที่ผู้ทำเว็บไซต์ SEO เลือก keyword เพื่อการคิดส่วนหัวข้อ (title) ส่วนบทย่อ (meta-description) และเนื้อหา (content) ได้ ดีขึ้น ดังนี้

ค่า search volume

เป็นตัวเลขที่แสดงถึงศักยภาพในการแข่งขันของ keyword หนึ่ง ๆ การเลือกใช้ keyword ที่มีค่านี้สูง ก็เท่ากับโอกาสที่บทความจะได้รับความสนใจจากผู้อ่าน เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการมากขึ้น

ค่า search difficulty

แสดงถึง อำนาจในการแข่งขันของ keyword หนึ่ง ๆ ที่จูงใจให้คนคลิกเข้ามาอ่านข้อมูลในเว็บไซต์มากกว่าคำอื่น ๆ ควรเลือกคำที่มีค่านี้สูง เพราะบทความจะโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์มาก

ค่า paid difficulty

เป็นค่าตัวเลขที่เหมาะกับคนที่สนใจทำการตลาดให้เว็บไซต์แบบโฆษณา หรือทำ SEM (search engine marketing) เพราะถ้าเลือกคำที่มีค่านี้สูงจะมีโอกาสผลิตบทความที่คุ้มค่ากับการโฆษณามากขึ้น เป็นคำที่คนสนใจมาก และช่วยกระตุ้นให้เกิดยอดซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นได้

จะเห็นได้ว่า Ubersuggest เป็นตัวช่วยที่ทำให้การเลือกใช้ keyword SEO ของทุกเว็บไซต์เหมาะสมยิ่งขึ้น เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้คนทำเว็บไซต์ SEO ยุคใหม่สนใจดาวน์โหลดโปรแกรมใช้ฟรีตัวนี้มาทดลอง และศึกษาวิธีการใช้งานให้คุ้มค่า เพื่อที่จะได้ลดต้นทุนทางธุรกิจ และยังได้ประสิทธิภาพในการทำธุรกิจออนไลน์ที่เป็นมืออาชีพมากขึ้น

มาทำความรู้จักกับ Ubersuggest