เพราะเหตุใดการทำ SEO เว็บไซต์ธุรกิจ ต้องคำนึงถึงการกลับมาเยี่ยมชมซ้ำ

เพราะเหตุใดการทำ SEO เว็บไซต์ธุรกิจ ต้องคำนึงถึงการกลับมาเยี่ยมชมซ้ำ

ธุรกิจส่วนใหญ่วางแผนโปรโมทเว็บไซต์เพื่อให้ผู้ชมใหม่เห็นเว็บไซต์มากขึ้น ถือเป็นช่องทางการตลาดที่มีค่าใช้จ่ายน้อยและเห็นผลเร็ว แต่มักลืมไปว่าการทำเว็บไซต์นั้นต้องมีข้อมูลที่ดี การทำ SEO เรียกคนเข้าชมครั้งแรกแต่ถ้าขาดความประทับใจแล้วโอกาสกลับมาเยี่ยมชมใหม่มีน้อย การเข้าชมเพียงครั้งเดียวไม่มีประโยชน์อะไร แต่ถ้าจำนวนผู้กลับมาชมซ้ำอีก ถือว่าแผนการตลาดประสบความสำเร็จ ทำให้ผู้มีโอกาสเป็นลูกค้ากลับมาเป็นลูกค้าประจำ เกิดผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว

แน่นอนว่าหลักเกณฑ์การจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google ถือเอาอัตราผู้เข้าชมที่กลับมาในเว็บไซต์อีกครั้งเป็นส่วนสำคัญต่อการวิเคราะห์จัดอันดับ โดยจะนับจากผู้ชมที่กลับมาเยี่ยมเว็บไซต์อีกครั้งโดยใช้อุปกรณ์เดิมที่เคยใช้ภายในรอบ 2 ปี ตามหลักแล้วผู้ชมใหม่มีเปอร์เซ็นน้อยที่จะสั่งซื้อสินค้าในทันที แตกต่างจากผู้เข้าชมที่กลับมาเยี่ยมเว็บไซต์อีกครั้งมีโอกาสซื้อสินค้าสูงถึง 75%

ด้วยเหตุที่ธุรกิจต้องการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักพร้อมกับการโปรโมทเว็บไซต์กระตุ้นยอดขายเพิ่มขึ้น การทำให้มีผู้ชมกลับมาเยือนเว็บไซต์อีกครั้งเป็นเรื่องสำคัญ ไม่เพียงเพิ่มโอกาสขายได้มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังมียอดขายต่อเนื่องด้วย การสร้างเว็บไซต์ที่มีโครงสร้างไม่ซับซ้อน ค้นหาสิ่งที่ต้องการได้ง่ายจะช่วยเพิ่มความประทับใจให้ผู้ชมเว็บไซต์มากขึ้น เป็นหนึ่งในวิธีผูกใจลูกค้าเป้าหมายให้กลับเข้ามาเป็นลูกค้าซ้ำอีก การทำคอนเทนต์ให้น่าสนใจเป็นอีกกลยุทธ์ที่ต้องศึกษาให้ดี ยิ่งบทความมีเนื้อหาน่าอ่านและใช้คีย์เวิร์ดที่เหมาะกับการทำ SEO ได้ดีเท่าไร การสร้างความประทับใจทำให้ผู้ชมกลับมาอีกจะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ความน่าสนใจยังขึ้นอยู่กับรูปภาพและวิดีโอประกอบบทความที่ทำให้เนื้อหาเข้าใจง่ายขึ้นด้วย

พลังของโซเชียลมีเดียในการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ชมเว็บไซต์ติดตามผ่านทางเฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม และสื่ออื่น ๆ ที่สำคัญคือมีประโยชน์มากสำหรับธุรกิจ เพราะสื่อสังคมออนไลน์เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย กระตุ้นให้เกิดการบอกเล่าแบบปากต่อปากให้รับรู้ข้อมูลในวงกว้างมากขึ้น เพิ่มโอกาสเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายง่ายและเร็วขึ้น ลูกค้าสามารถแสดงความคิดเห็นให้เจ้าธุรกิจนำมาใช้ในการปรับปรุงสินค้าหรือบริการให้ตรงกับความต้องการมากขึ้น รวมไปถึงการใช้แฮชแท็กให้เกิดกระแสความสนใจ แต่ควรระมัดระวังใช้แฮชแท็กอย่างพอดี ไม่มากเกินไปจนสร้างความรำคาญให้ลูกค้า

อัตราผู้เข้าชมที่กลับมาในเว็บไซต์โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 30% หากดึงดูดผู้ชมกลับมาอีกได้เกินกว่า 50% ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว เพราะเมื่อผู้ชมเริ่มกลับมาใช้งานอีกคือโอกาสที่จะเพิ่มยอดขายได้ หากเว็บไซต์พยายามอัปเกรดเนื้อหาให้สดใหม่ มีสาระประโยชน์ พร้อมทั้งปรับปรุงคีย์เวิร์ดให้ตรงกับความนิยมของผู้ใช้ในแต่ละช่วงเวลา ก็จะมีโอกาสสูงที่เสิร์ชเอนจินจะเลื่อนชั้นให้เว็บไซต์ขึ้นไปอยู่ในอันดับต้น ๆ ทำให้ถูกพบเจอได้ง่ายขึ้นด้วย

การทำ SEO มีประโยชน์ต่อธุรกิจขนาดเล็กอย่างไร

การทำ SEO มีประโยชน์ต่อธุรกิจขนาดเล็กอย่างไร

ทุกวันนี้ใคร ๆ ต่างพูดถึงการทำ SEO ว่ามีความสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อการโปรโมทสินค้าและแบรนด์ผ่านทางสื่ออินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเติบโตทางธุรกิจ แต่เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กยังคงข้องใจว่าจำเป็นต้องลงทุนทำ SEO จริงหรือ การเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหามีความคุ้มค่าหรือไม่ ทำแล้วธุรกิจจะเติบโตได้อย่างไร มาไขข้อข้องใจเรื่องนี้ด้วยกัน

1.ค้นพบเว็บไซต์ง่ายและการเข้าชมเพิ่มขึ้น
การทำ SEO คือการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกของ Google เวลาใส่คีย์เวิร์ดค้นหาสินค้าหรือบริการจะมองเห็นเว็บไซต์ของคุณก่อนคู่แข่งทำให้มีความได้เปรียบแต่ดึงดูดปริมาณเข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้น บทบาทสำคัญของการทำ SEO คือการเขียนบทความที่มีคุณภาพ เนื้อหาน่าสนใจและเป็นประโยชน์ ทำให้ผู้ชมสนใจอ่านและอยู่ในเว็บไซต์นานขึ้นซึ่งทาง Google ประเมินว่าเป็นการเข้าชมที่มีคุณภาพส่งผลดีต่อการจัดอันดับเช่นกัน

2.เพิ่มความน่าเชื่อถือ มีโอกาสปิดยอดขายง่ายขึ้น
แน่นอนว่าการจัดอันดับบนหน้าแรกของ Google มีส่วนเพิ่มความน่าเชื่อถือเพราะถือว่าได้รับการคัดเลือกแล้วว่าเป็นเว็บไซต์มีคุณภาพที่ไว้วางใจได้ การประเมินความน่าเชื่อถือจะพิจารณาจากเนื้อหาบทความที่มีคุณภาพ ความเร็วของเว็บไซต์และการใช้งานสะดวกบนหน้าจอมือถือ แม้ว่าอัลกอริทึมของ Google ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา แต่กลยุทธ์พื้นฐานการทำ SEO อย่างถูกวิธียังคงเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจทำให้เว็บไซต์ของคุณเป็นที่รู้จักมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การสร้างความไว้วางใจด้วยการทำ SEO ไม่ใช่กลยุทธ์ระยะสั้น กว่าจะเห็นผลต้องใช้เวลานานหลายเดือน ยิ่งเป็นสตาร์ทอัพหรือธุรกิจขนาดเล็กต้องมีความอดทนและโพสต์บทความน่าอ่านในเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง ยิ่งแบรนด์ของคุณเป็นที่รู้จักทางออนไลน์มากขึ้นเท่าไร จะยิ่งได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคมากขึ้นเท่านั้น

3.สร้างประสบการณ์บนเว็บไซต์ให้ลูกค้าจดจำ
การทำ SEO มุ่งเน้นไปที่เครื่องมือค้นหาและการจัดอันดับของ Google เท่านั้น แต่ผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ได้รับประสบการณ์ที่ดี ทั้งข้อมูลที่ละเอียด มีประโยชน์ เนื้อหาที่สดใหม่ ตลอดจนโครงสร้างเว็บไซต์ที่ใช้งานง่ายและมีลิงก์ไปยังหน้าที่เกี่ยวข้องทำให้ผู้เข้าเว็บไซต์เกิดความพอใจและกลับเข้ามาใช้บริการซ้ำอีก หากเว็บไซต์ไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้ โดยเฉพาะมือใหม่ที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตมาก่อน ต่อให้เว็บไซต์อยู่ในหน้าแรกของ Google ก็ตาม เมื่อเข้ามาแล้วรู้สึกว่างง มีหน้ามากเกินไปทำให้สับสน รายการเมนูซับซ้อนและยุ่งยากทำให้ไม่อยากกลับมาใช้อีก ด้วยเหตุนี้กลยุทธ์ SEO ที่มีคุณภาพจึงต้องรวมเอาประสบการณ์ของผู้ใช้มาเป็นส่วนหนึ่งด้วย

4.SEO ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กแข่งขันได้มากขึ้น
ธุรกิจขนาดเล็กอาจไม่อยู่ในสายตาของผู้บริโภคมาก่อน แต่ถ้าอยู่ในหน้าแรกของ Google จะสร้างโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กได้รับโอกาสและมีศักยภาพการแข่งขันมากขึ้น คนส่วนใหญ่ค้นหาสิ่งที่ต้องการจากหน้าแรกใน Google ไม่เคยเลื่อนผ่านไปหน้าอื่นเลย ยิ่งอยู่ในตำแหน่งบนสุดด้วย อัตราการเลื่อนผ่านยิ่งน้อยลงไปอีก การทำ SEO ช่วยให้เลื่อนอันดับขึ้นทำให้ผู้ชมคลิกเข้าเว็บไซต์มากขึ้นเท่ากับว่าตัดจำนวนคู่แข่งน้อยลงในคราวเดียวกัน

หากการทำ SEO ช่วยปรับปรุงสถานะออนไลน์ทำให้ตำแหน่งในหน้าแรกของ Google จะสร้างความแตกต่างอย่างมากในการเรียกคนเข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น ข้อสำคัญคือแบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น ต้องพร้อมธุรกิจให้พร้อมสำหรับผู้บริโภคมากขึ้นด้วย

รวมเทคนิคปั้นเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกด้วยการทำคอนเทนต์แบบเทพ ๆ

รวมเทคนิคปั้นเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกด้วยการทำคอนเทนต์แบบเทพ ๆ

ในยุคที่การตลาดออนไลน์มาแรง การทำ SEO จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ได้รับความนิยมมาก เพราะเป็นการปั้นเว็บไซต์เพื่อให้แสดงผลหน้าแรกของ Search Engine เพราะการติดหน้าแรกนอกจากจะทำให้กลุ่มเป้าหมายมีโอกาสเห็นเว็บไซต์ได้มากกว่าแล้ว ยังเพิ่มความน่าเชื่อถือ โดยหลักในการทำ SEO มีด้วยกันหลายอย่าง แต่ที่ดูจะเป็นหัวใจสำคัญอันดับต้น ๆ ต้องยกให้การทำคอนเทนต์ เพราะหากคอนเทนต์น่าสนใจ แน่นอนว่าจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์จะมากขึ้น ส่งผลให้มีโอกาสติดหน้าแรกของการค้นหาได้มากขึ้นเช่นกัน

และเพราะคอนเทนต์เป็นหัวใจสำคัญในการทำ SEO ทุกธุรกิจจึงให้ความสำคัญในการผลิตคอนเทนต์ แต่จะผลิตคอนเทนต์อย่างไรให้เพิ่มโอกาสติดหน้าแรกของ Search Engine วันนี้เรารวมเทคนิคสุดเจ๋งมาให้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่คนทำเว็บไซต์

เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์คีย์เวิร์ด
ก่อนเริ่มต้นผลิตคอนเทนต์ แนะนำให้วิเคราะห์คีย์เวิร์ด เพื่อพิจารณาว่าคีย์เวิร์ดใดได้รับการค้นหาเป็นอันดับต้น ๆ ซึ่งปัจจุบันมีหลายเครื่องมือเป็นตัวช่วยการค้นหา เช่น Google Keyword Planner หรือ Google Trends เป็นต้น โดยการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดจะช่วยให้คิดคอนเทนต์ได้โดนใจกลุ่มเป้าหมายและมีโอกาสเจอกลุ่มเป้าหมายได้เร็วยิ่งขึ้น

จัดทำคอนเทนต์น่าสนใจ
เพราะคอนเทนต์คือหัวใจสำคัญในการทำให้กลุ่มเป้าหมายคลิกเข้ามายังหน้าเว็บไซต์ การผลิตคอนเทนต์ให้น่าสนใจ อินเทรนด์ และตอบโจทย์ความต้องการกลุ่มเป้าหมาย จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายอยากคลิกเข้ามาอ่านและติดตามเว็บไซต์คุณอยู่เสมอ

แทรกคีย์เวิร์ดลงในคอนเทนต์
เมื่อคิดหัวข้อคอนเทนต์ที่น่าจะโดนใจกลุ่มเป้าหมายได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการใส่คีย์เวิร์ดเหล่านั้นลงในคอนเทนต์ โดยการใส่คีย์เวิร์ดที่ดีควรกระจายคีย์เวิร์ดให้ทั่วบทความ โดยเฉพาะชื่อหัวข้อ ย่อหน้าแรก และย่อหน้าสุดท้าย และความถี่ที่ใส่ไม่ควรเกิน 2-2.5 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนคำทั้งหมด เพื่อไม่ให้ดูแน่นเกินไป

คอนเทนต์มีคุณภาพ ไม่ลอก ไม่ซ้ำ
นอกจากคอนเทนต์โดนใจคนอ่านแล้วยังต้องได้คุณภาพ ไม่ลอกเลียนแบบเว็บไซต์อื่นและไม่คัดลอกบทความจากที่อื่นมาลง เพราะหาก Search Engine ตรวจพบอาจทำให้เว็บไซต์คุณโดนแบนและไม่มีโอกาสติดหน้าแรกการค้นหาอีกเลย

คอนเทนต์ยาวดีกว่าคอนเทนต์สั้น
ความยาวของคอนเทนต์มีส่วนไม่น้อยในการทำให้ติดหน้าแรกการค้นหา เพราะ Search Engine ชอบคอนเทนต์เชิงลึกและตอบโจทย์ความต้องการผู้อ่านได้ ความยาวคอนเทนต์ที่เหมาะสมคือไม่ควรต่ำกว่า 500 คำ หากเป็นไปได้ควรเขียนให้ได้ 1,000-1,500 คำ จะส่งผลดีต่อเว็บไซต์คุณมากยิ่งขึ้น

ใครที่กำลังพยายามผลักดันเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกผลการค้นหา แนะนำให้นำเทคนิคดี ๆ เหล่านี้ไปใช้ ควบคู่กับวิธีอื่น ๆ เพื่อให้การทำ SEO ประสบความสำเร็จรวดเร็วยิ่งขึ้น และอย่าลืมว่าการทำ SEO จำเป็นต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอ เพราะฉะนั้นควรหมั่นอัปเดตคอนเทนต์เป็นประจำเพื่อให้ติดหน้าแรกผลการค้นหาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

3 ตัวช่วยค้นหาคีย์เวิร์ด SEO แบบฟรี ๆ ปั้นเว็บให้ติดหน้าแรก

3 ตัวช่วยค้นหาคีย์เวิร์ด SEO แบบฟรี ๆ ปั้นเว็บให้ติดหน้าแรก

ในยุคนี้ต้องยอมรับว่าการตลาดออนไลน์ได้เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในทุกธุรกิจ และรูปแบบการตลาดออนไลน์ที่นิยมต้องยกให้การทำ SEO หรือการผลักดันเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกผลการค้นหา แม้ว่าการทำ SEO จะจำเป็นต้องใช้องค์ประกอบหลายอย่าง แต่หัวใจสำคัญอันดับต้น ๆ คือการค้นหาคีย์เวิร์ด เพราะคีย์เวิร์ดที่ใช่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายค้นหาเว็บไซต์คุณเจอได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยการค้นหาหรือวิเคราะห์คีย์เวิร์ด นักการตลาดจำเป็นต้องมีตัวช่วยดี ๆ และสำหรับใครที่กำลังมองหาตัวช่วยแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ขอแนะนำ 3 ตัวช่วยค้นหาคีย์เวิร์ดแบบฟรี ๆ ที่ต้องถูกใจนักปั้น SEO อย่างแน่นอน

1.Google Keyword Planner
เครื่องมือยอดนิยมจาก Search Engine ชื่อดังอย่าง Google เปิดให้ใช้งานแบบฟรี ๆ โดยเครื่องมือนี้จะอยู่ใน Google Ads จุดเด่นคือเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักการตลาดออนไลน์มือใหม่ที่ต้องการค้นหาคีย์เวิร์ดแบบไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย อีกทั้งใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน แต่มีข้อแม้คือต้องสมัครบัญชี Google Ads ก่อน สำหรับใครที่มีไอเดียอยู่แล้วว่าจะเลือกใช้คีย์เวิร์ดใดก็สามารถกดค้นหาเพื่อดูความนิยมได้ ในขณะเดียวกันหากยังไม่ทราบว่าจะเลือกคีย์เวิร์ดไหนดี ก็สามารถกดค้นหาคีย์เวิร์ดยอดนิยมได้เช่นกัน

2.Google Trends
อีกหนึ่งเครื่องมือจาก Google ออกแบบมาเพื่อการใช้งานแบบไม่มีค่าใช้จ่าย จุดเด่นคือเป็นเครื่องมือที่สามารถค้นหาได้ว่าพื้นที่ไหนนิยมค้นหาคีย์เวิร์ดใด พร้อมสถิติการค้นหาเพื่อพิจารณาเลือกคีย์เวิร์ดที่น่าจะโดนใจกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด นอกจากนี้ยังค้นหาคีย์เวิร์ดใกล้เคียงและคีย์เวิร์ดที่อยู่ในหมวดหมู่เดียวกันได้ ด้านการแสดงผลก็ได้เปรียบเครื่องมืออื่น เพราะเลือกแสดงผลรูปแบบกราฟได้ เห็นแนวโน้มความนิยมแต่ละช่วงเวลา นอกจากใช้งานฟรีแถมยังมีฟีเจอร์ดี ๆ แบบนี้ บอกเลยว่านักการตลาดออนไลน์ห้ามพลาดให้เป็นตัวช่วยเพื่อการปั้นเว็บไซต์ให้ติดอันดับ

3.Answer the Public
เครื่องมือเปิดใช้งานฟรีสำหรับการค้นหาคีย์เวิร์ด จุดเด่นของเครื่องมือนี้คือใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก เพียงกรอกคีย์เวิร์ดที่ต้องการ เครื่องมือจะแนะนำคีย์เวิร์ดยอดนิยมมาให้ทันที นอกจากนี้ยังเหมาะกับการค้นหาคีย์เวิร์ดประเภทคำถามและสามารถเลือกค้นหาคีย์เวิร์ดแบ่งตามประเทศได้ โดยข้อมูลที่ได้จากการใช้เครื่องมือนี้สามารถนำไปต่อยอดจัดทำแผนการตลาดได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังใช้วางแผนจัดทำคอนเทนต์เพื่อให้โดนใจกลุ่มเป้าหมายได้อีกด้วย

สำหรับใครที่เป็นนักปั้นเว็บไซต์มือใหม่ สามารถเลือกใช้เครื่องมือทั้ง 3 ชนิดนี้ได้ทันที เพราะใช้งานง่าย เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น แถมมีข้อดีคือไม่มีค่าใช้จ่าย แต่หากในอนาคตต้องการตัวช่วยแบบมืออาชีพมากขึ้นก็สามารถเลือกใช้เครื่องมือที่มีค่าบริการได้ ซึ่งแน่นอนว่ามาพร้อมฟีเจอร์เทพ ๆ ที่จะทำให้คุณต่อยอด SEO ได้แบบมือโปรยิ่งกว่าเดิม

เปลี่ยนเว็บไซต์ให้ปัง เพิ่มยอดขายให้กระฉูดด้วย SEO

เปลี่ยนเว็บไซต์ให้ปัง เพิ่มยอดขายให้กระฉูดด้วย SEO

สำหรับคนที่กำลังมองหาตัวช่วยดี ๆ ที่จะทำให้ธุรกิจ แบรนด์สินค้าต่าง ๆ ของตนเองเติบโตได้ในระยะยาว นอกเหนือจากการทำโฆษณาที่ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูงแล้ว การทำ SEO ก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว ด้วยที่ว่าเป็นวิธีการที่จะทำให้เว็บไซต์ธุรกิจของเราสามารถที่จะติดในหน้าการค้าหาได้ง่ายขึ้น มีโอกาสที่ผู้คนจะพบเห็นเว็บไซต์ของคุณมากยิ่งขึ้น มีโอกาสในการที่จะสร้างยอดขาย กำไรให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เช่นนั้นแล้ว มาทำความรู้จักกับ SEO ให้มากขึ้นพร้อมทั้งแนวทางต่าง ๆ ในการใช้ประโยชน์จาก SEO กันตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้นำหน้าคู่แข่งไปอีกก้าว

SEO เป็นตัวย่อมาจาก Search Engine Optimization เป็นวิธีที่จะสร้างให้คุณได้เป็นผู้นำในตลาดดิจิทัล เมื่อมีการค้นหาสินค้าหรือบริการใน Google โดยที่เราไม่ต้องไปซื้อพื้นที่โฆษณา Google Ads แต่อย่างใด ซึ่งวิธีการทำ SEO นั้นประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง เน้นไปที่ความสม่ำเสมอ มีการลงเนื้อหาและบทความต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเนื้อหาที่อยู่ในเว็บไซต์นั้น ๆ จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก เพราะนอกจากที่จะให้ความรู้กับกลุ่มลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายของเราแล้ว ยังช่วยในการสร้างประสิทธิภาพและศักยภาพให้กับเว็บไซต์เราได้อีกด้วย 

เนื้อหาที่มีการใส่คีย์เวิร์ดที่เหมาะสมจะช่วยให้เนื้อหานั้นสามารถช่วยให้เว็บไซต์ของเราเลื่อนลำดับได้เร็วยิ่งขึ้น แม้ว่าการทำการไต่อันดับขึ้นไปติดอันดับเว็บไซต์ในหน้าแรกนั้นจะเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเรามีวิธีการในการทำเนื้อหาที่ถูกต้อง การติดหน้าแรกของการค้นหาก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม หลาย ๆ คนคงสงสัยว่าคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมเป็นอย่างไร ต้องบอกเลยว่าคือคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมคือ คีย์เวิร์ดที่มีผู้คนใช้ในการกดค้นหาจริง เป็นคีย์เวิร์ดยอดนิยม ไม่ใช่คีย์เวิร์ดที่เราคิดขึ้นมาเอง ต้องให้มีความสอดคล้องกับเว็บไซต์และเนื้อหาที่เราต้องการนำเสนอด้วย นอกจากนี้แล้วในส่วนของปริมาณคีย์เวิร์ดที่ใส่ลงไปในเนื้อหาก็ควรที่จะมีไม่มากหรือน้อยจนเกินไป ยกตัวอย่างเช่นมีการสอดแทรกคีย์เวิร์ดอยู่ในทุกย่อหน้า ปริมาณย่อหน้าละ 1-2 คีย์เวิร์ดเป็นต้น และมีความหลากหลาย เช่น บ้าน บ้านพักอาศัย บ้านเดี่ยว ซึ่งสื่อความหมายถึง “บ้าน” เหมือนกัน แต่มีการขยายความให้หลากหลายมากขึ้น 

ทั้งนี้ถ้าหากเนื้อหานั้น ๆ น่าอ่าน ชวนให้ติดตาม เป็นที่สนใจของผู้คน มียอดไลก์ ยอดแชร์ ทั้งตัวลิงก์และเว็บไซต์ก็จะช่วยเพิ่มคะแนนให้กับเว็บไซต์ของเราให้สามารถไปติดอันดับต้น ๆ ในผลการค้นหาหน้าแรกได้ไวขึ้น 

การทำ SEO นั้น ต้องใช้ความพยายามและความสม่ำเสมอ ซึ่งอาจจะยังไม่เห็นผลทันทีในช่วงแรก แต่ถ้าในวันหนึ่งที่เราเก็บสะสมข้อมูลเพิ่มมากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์จนถึงจุดที่เหมาะสมแล้ว ก็จะทำให้เราก้าวกระโดดขึ้นมาอยู่แถวหน้าของผลการค้นหาได้อย่างไม่ยาก

SEO ช่วยให้เพจ Facebook ติดอันดับบน Googleได้อย่างไร

SEO ช่วยให้เพจ Facebook ติดอันดับบน Googleได้อย่างไร

ด้วยเหตุผลจากข้อมูลของ Forbes ที่ระบุว่า Facebook เหมาะแก่การทำการตลาดออนไลน์สำหรับผลิตภัณฑ์และบริการที่มีกลุ่มเป้าหมายอยู่ใน Gen X และ Y ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไปที่ยังคงใช้ชีวิตเสมือนจริงอยู่ในแพลตฟอร์มนี้ มากกว่าบน Instragram และ Tiktok จึงทำให้เกิดการผสมผสานความคิดในการนำ SEO หรือ “Search Engine Optimization” คือ วิธีการปรับแต่งเว็บไซต์ เพื่อให้เว็บไซต์ติดอยู่ในอันดับต้น ๆ บน Search Result Page บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยเฉพาะ Google มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการตลาด แต่จะด้วยวิธีใด เรามีข้อมูลมาแนะนำค่ะ

วิธีที่จะการทำการตลาดออนไลน์โดยการทำให้เพจเฟซบุ๊กติดอันดับการค้นหาบน Google เป็นวิธีที่นักการตลาดยุคใหม่นิยมใช้ เพราะมันการันตีได้ว่ามีคนเห็นเพจและผลิตภัณฑ์ที่ลงโปรโมท และที่สำคัญไม่เสียค่าโฆษณานั่นเอง ซึ่งมีแนวทางดังนี้

  • การตั้งชื่อเพจโดยใช้ Keyword เพื่อให้ลูกค้าหาง่าย ช่วยให้ติด Facebook SEO ได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยช่วยทำให้มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมจำนวนมากและมีโอกาสเพิ่มยอดการซื้อสินค้ามากขึ้น
  • ตั้ง URL ของเพจเฟซบุ๊ก หรือ username ที่สั้น ๆ แต่ได้ใจความ จะช่วยให้ค้นหาสินค้าและบริการในเฟซบุ๊กได้อย่างรวดเร็ว และเพิ่มโอกาสติดอันดับต้น ๆ ใน Google ได้
  • การใส่ Description พร้อมระบุข้อมูลสินค้า โดยแทรกคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องลงไปด้วย ซึ่งการใส่รายละเอียดให้ตรงกับคำที่ลูกค้านิยมใช้พิมพ์ค้นหา ก็จะทำให้ Google มองว่ามีความตรงประเด็นกับสิ่งที่ผู้ค้นหากำลังต้องการ
  • การใส่ข้อมูลเว็บไซต์ที่ถูกต้อง นอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาแล้ว ยังสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้เข้าชมเว็บไซต์ ซึ่งวิธีนี้เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกในการช่วยให้เพจเฟซบุ๊กของเราติดอันดับต้น ๆ ในการค้นหาบน Google
  • ควรติดแฮชแท็ก (Hashtag) หรือเครื่องหมาย # ตามด้วยคำที่เกี่ยวข้องและตรงประเด็น เช่น #ร้านขายกุนเชียงหมู 3 ตัว #อาหารแนะนำ #รองเท้ามือสองลดราคา เป็นต้น เพื่อให้มีความเชื่อมโยงกับเนื้อหาของเพจอื่น ๆ ในเฟซบุ๊กที่ใช้แท็กเดียวกัน ทำให้ผู้ที่ติดตามเนื้อหาผ่านแฮชแท็กมีโอกาสมาเจอโพสต์และแฟนเพจของเรามากขึ้น
  • การใส่ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของร้าน จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับร้านและแฟนเพจของเรามากขึ้น
  • ใส่คีย์เวิร์ดหรือคำค้นหาในโพสต์อย่างสม่ำเสมอ โดยเขียนให้สอดคล้องและน่าอ่านไปพร้อมกับเนื้อหาของโพสต์ อย่าสแปมคีย์เวิร์ด จะช่วยให้ติดอันดับในผลการค้นหาดีขึ้น
  • การปรับโครงสร้างและเนื้อหา เพื่อให้ SEO ช่วยเสริมประสิทธิภาพให้เพจ Facebook ติดอันดับการค้นหาบน Google อย่างง่ายดาย ตัวอย่างเช่น
    • Facebook Page Title = บ้านสุขภาพล้างพิษตับ
    • Keyword = ล้างพิษตับ
    • Brand = บ้านสุขภาพล้างพิษตับ
  • การอัปโหลดรูปภาพเป็นประจำและสม่ำเสมอ จะได้รับการจัดอันดับได้ดีกว่าเพจที่ไม่จะค่อยอัปเดตภาพ หรือเพจที่มีรูปภาพน้อย ๆ นั่นเอง

หลักการดังกล่าวข้างต้นเป็นแนวทางให้เกิดทำความเข้าใจการทำงานของ SEO บน Facebook ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น แต่เมื่อลงมือทำไปสักระยะหนึ่ง ก็ต้องคอยอัปเดตข้อมูล เนื้อหา และภาพใหม่ ๆ พร้อมทั้งหากิจกรรมเสริมเพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้าเป็นระยะ ๆ เพื่อไม่ให้เพจล้าหลังหรือหลุดกรอบความสนใจจากผู้ชม หลังจากปรับแต่งแล้วก็รอประเมินผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ดียิ่งขึ้น

SEO และ Google Ads เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
SEO และ Google Ads เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

หลายคนที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจบนเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มออนไลน์มักจะมีคำถามว่าการทำ “SEO” และ “Google Ads” นั้นต่างกันอย่างไร เนื่องจากทั้งสองรูปแบบล้วนเป็นกิจกรรมออนไลน์ที่มีเป้าหมายในการดันเว็บไซต์ของเราให้ขึ้นไปติดอันดับหน้าแรก ๆ ของการค้นหาใน Search Engine โดยเฉพาะ Google ที่เรามักพบเห็นได้ทั่วไป แถมบางคนก็สับสนถึงขนาดคิดว่าทั้ง “SEO” และ “Google Ads” นั้นเป็นอย่างเดียวกันอีกต่างหาก ดังนั้น วันนี้เราจะมาลองเปรียบเทียบถึงวิธีดันเว็บไซต์ทั้งสองวิธีนี้ พร้อมดูข้อดีและข้อด้อยของทั้งคู่กัน

1.“SEO” อธิบายง่าย ๆ คือ การใช้เทคนิคใส่ “คำ” หรือ “คีย์เวิร์ด” ที่ผู้ใช้งานมักค้นหาบ่อย ๆ ผ่านการผลิตเนื้อหา “คอนเทนต์” เพื่อดันให้ระบบ “อัลกอริทึม” (Algorithm) ของ Google ที่คอยทำหน้าที่จัดลำดับและแสดงผลการค้นหาที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานมากที่สุด จัดให้เว็บไซต์หรือคอนเทนต์ของเราปรากฏอยู่ในหน้าแรก ๆ ของการค้นหา ส่วนใหญ่มักอาศัยประสบการณ์ ความชำนาญ และทักษะด้านการเขียนพอสมควร โดยข้อดีของการทำ SEO คือ ไม่เสียเงิน เพราะเป็นการใช้เทคนิคและความคุ้นเคยที่เรามีต่อระบบอัลกอริทึม ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงคำหรือคีย์เวิร์ดที่ผู้ใช้งานค้นหาใน Google นั่นเอง แถมยังช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้งานเห็นเว็บไซต์หรือคอนเทนต์ของเรามากขึ้นด้วย แต่ข้อเสียคือไม่สามารถการันตีได้ว่าจะได้ผลตามที่ต้องการเสมอไป โดยเฉพาะคำหรือคีย์เวิร์ดที่มีการใช้กันแพร่หลาย ทำให้การแข่งขันทำ SEO สูงและซ้ำซ้อนกันมาก ยิ่งหากคอนเทนต์ของเราไม่มีคุณภาพพอก็อาจจะไม่ปรากฏบนหน้าผลการค้นหาเลยก็ได้

2.“Google Ads” คือ การซื้อโฆษณากับทาง Google เพื่อให้เว็บไซต์หรือคอนเทนต์ของเราปรากฏอยู่หน้าแรกบริเวณช่องโฆษณาในหน้าค้นหาของผู้ใช้งาน เพียงแค่เราตั้งค่าคำหรือคีย์เวิร์ดที่เราต้องการ Google ก็จะยิงโฆษณาไปปรากฏที่ด้านบนของการค้นหา เรียกว่า Paid Search โดย “ข้อดี” ของ Google Ads คือ การันตีได้ว่าเว็บไซต์หรือคอนเทนต์ของเราจะปรากฏอยู่ในหน้าแรกของการค้นหาแน่นอน ทำให้มีโอกาสสูงที่จะมีผู้สนใจเข้ามาซื้อสินค้าหรือบริการของเรา แถมยังกำหนมกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจนเพื่อให้ตรงกับสินค้าหรือบริการของเราอีกด้วย ส่วนข้อเสียคือเสียเงินค่อนข้างสูง แถมการแข่งขันยิงโฆษณาก็มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ใช่ว่าเมื่อจ่ายเงินแล้วจะได้อันดับดีเสมอไป ทำให้ก่อนจะตัดสินใจซื้อโฆษณา จะต้องศึกษาเรื่องการตลาดและกลุ่มผู้บริโภคอย่างถ่องแท้เสียก่อน

อย่างไรก็ตาม ทั้ง “SEO” และ “Google Ads” ต่างก็เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การทำธุรกิจออนไลน์ประสบความสำเร็จได้ ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้งานตามความเหมาะสม รวมถึงการวางแผนอย่างรอบด้าน ทุกธุรกิจควรใช้เครื่องมือทั้งสองอย่างนี้ โดยมี SEO เป็นพื้นฐานและใช้ Google Ads กระตุ้นยอดผู้ชมเป็นครั้งคราวไปหรือต่อเนื่องในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น เทศกาลที่มีคนจับจ่ายหาซื้อของขวัญ หรือเมื่อมีสินค้าออกใหม่ หรือมีโปรโมชันพิเศษ เป็นต้น

การทำ SEO มีข้อดีอย่างไรต่อธุรกิจออนไลน์

การทำ SEO มีข้อดีอย่างไรต่อธุรกิจออนไลน์

ในปัจจุบันนักการตลาดจำนวนไม่น้อยแนะนำให้ผู้คนทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ของตัวเอง โดยไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดอย่างชัดเจน ผู้ที่เข้าสู่วงการขายของออนไลน์มือใหม่จึงยังไม่แน่ใจเพราะขาดความรู้ที่ลึกซึ้งถึงข้อดีและความคุ้มค่าของการทำ SEO

เราจึงได้รวบรวมข้อดีและประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำ SEO ให้เว็บไซต์ของคุณมาฝากกันแบบเข้าใจง่าย ดังนี้

1.SEO ช่วนปูพื้นฐานที่เป็นระเบียบเรียบร้อย ทำให้เว็บไซต์น่าเข้ามาใช้บริการ
การทำ SEO ทำให้เว็บไซต์เป็นระเบียบตั้งแต่ต้น เหมาะสมต่อการพัฒนาต่อยอดขึ้นไปในระยะยาว เพราะการวางโครงสร้างของเว็บไซต์ต้องเหมาะสมกับธุรกิจ เช่น คุณทำธุรกิจขายสินค้าเพื่อแม่และเด็ก ก็ควรสร้างภาพลักษณ์ให้มีความน่าเชื่อถือและเป็นกันเอง ควรวางคอลัมน์หมวดหมู่บทความและสินค้าให้ค้นหาได้ง่าย ใช้สีสันและฟอนด์น่ารักตรงกับรสนิยมของกลุ่มเป้าหมาย คือ คุณแม่ยุคใหม่ การทำ SEO ตั้งแต่ต้นจึงช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด

2.ช่วยประหยัดค่าโฆษณา ประชาสัมพันธ์ และการใช้พรีเซนเตอร์คนดัง
การทำ SEO จะทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกจัดอันดับด้านบนในหน้าต่างการสืบค้นของ Google จึงไม่จำเป็นต้องประมูลพื้นที่โฆษณาที่ต้องจ่ายให้แก่ Google แบบ Pay Per Click หรือตามจำนวนครั้งการคลิก ซึ่งคุณจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้หลักหมื่นถึงแสนบาทต่อเดือน และไม่จำเป็นต้องไปจ้างพรีเซ็นเตอร์ที่มีค่าตัวสูงเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์อีก ขอเพียงทำ SEO อย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ

3.ช่วยให้เข้าถึงลูกค้าต่างประเทศได้โดยไม่ต้องเดินทาง
คุณสามารถทำเว็บไซต์หลายภาษาได้ เช่น ภาษาจีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส นอกจากภาษาไทย เพื่อเข้าถึงลูกค้าในประเทศต่าง ๆ ที่คุณต้องการ โดยควรให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ด้านสาระความรู้มากกว่าเน้นขายสินค้า จะทำให้ลูกค้าประทับใจ มีความเชื่อมั่นและอยากสนับสนุนธุรกิจออนไลน์ของคุณมากยิ่งขึ้น แม้คุณจะไม่ได้ไปประชาสัมพันธ์สินค้าถึงต่างประเทศ แต่การทำเว็บไซต์ที่มีคุณภาพสูง ก็ช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้ในโลกยุค 5G

4.ช่วยให้แบรนด์เป็นที่จดจำและได้ส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้น
การใช้คีย์เวิร์ดที่เหมาะสมทำบทความ จะทำให้คุณเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ดี เช่น คุณเป็นบริษัทตัวแทนจำหน่ายสินค้ากลุ่มไอที ก็ควรใช้ชื่อรุ่นและแบรนด์ของสินค้า ทั้งโน้ตบุ๊ก มือถือ หูฟัง คีย์บอร์ด ฯลฯ เป็น keyword รวมถึง มีคำว่าเกมส์ออนไลน์, กีฬาอีสปอร์ต, esport อยู่ด้วย จะทำให้เข้าถึงกลุ่มคนยุคใหม่ที่มีกำลังซื้อสูงได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งมีไลฟ์สไตล์ชอบเล่นเกมส์และใช้ผลิตภัณฑ์ Gadget ไอทีเหล่านี้เป็นประจำอยู่แล้ว

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO ดีต่อการเพิ่มคุณภาพของเว็บไซต์ การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำ การขยายตลาดไปถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนและรวดเร็ว โดยทุกท่านควรเริ่มทำ SEO ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อทำฐานของธุรกิจออนไลน์ให้แข็งแรง และศึกษากลยุทธ์ SEO ให้ลึกซึ้งเพื่อปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง

SEO กับ SEM ช่วยให้ธุรกิจออนไลน์เติบโตได้อย่างไร

SEO กับ SEM ช่วยให้ธุรกิจออนไลน์เติบโตได้อย่างไร

คนที่สนใจการตลาดออนไลน์ยุคใหม่ต้องรู้จักหลักการ SEO และ SEM ที่จะทำให้คุณมีข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่งและทำให้ธุรกิจโตได้แบบก้าวกระโดด โดยทั้งสองแบบเป็นวิธีที่คนกำลังนิยมมากในขณะนี้
สำหรับผู้ที่เพิ่งเข้ามาในวงการตลาดออนไลน์ เรามาดูกันว่าเหตุใดวิธีทั้งสองจึงช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตขึ้นได้

  1. เว็บไซต์ทันสมัยตอบโจทย์ผู้ใช้งาน

SEO หรือ search engine optimization ช่วยให้พัฒนาคุณภาพเว็บไซต์ทั้งในส่วนของโครงสร้างที่ใช้ง่ายและสวยงาม เนื้อหาทันสมัยทันเหตุการณ์ที่กำลังอยู่ในกระแส การทำคลิปวิดีโอตรงกับ keyword ที่ลูกค้าเป้าหมายพิมพ์ค้นหาในช่อง Google search เหล่านี้ เป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจแก่ผู้ใช้งานเว็บไซต์ธุรกิจคุณ ซึ่งจะได้ผลลัพธ์นี้เมื่อทำ SEO ต่อเนื่อง

  1. เน้นขายเพิ่มช่วงเทศกาล

SEM หรือ search engine marketing เป็นการโฆษณาโดยการประมูลพื้นที่บนหน้าจอแสดงผลของ Google เมื่อประมูลได้มา ก็สามารถลงโฆษณาได้อย่างเต็มที่ โดยใช้คีย์เวิร์ดที่เหมาะสม และเสียค่าโฆษณาตามจำนวนการคลิก หรือที่เรียกว่า Pay per click เพิ่มโอกาสสร้างยอดขายและกำไร วิธีนี้คุ้มค่ากับการโฆษณาในช่วงเทศกาล เช่น ช่วงปีใหม่ คริสต์มาส วันวาเลนไทน์ ฯลฯ

  1. ตัดคู่แข่งทางธุรกิจได้

เนื่องจากการทำ SEO ต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูล เพื่อให้ระบบ algorithm ของ Google มาทำการบันทึก แล้วนำไปจัดอันดับเทียบกับเว็บไซต์อื่น ๆ ที่มีการใช้ keyword เดียวกัน เว็บไซต์ที่ทำ SEO สม่ำเสมอ ก็จะถูกจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ เป็นการได้เปรียบคู่แข่งทางธุรกิจได้อย่างมาก ดังนั้น หากเริ่มทำ SEO เร็วและทำอย่างต่อเนื่อง ก็ยิ่งได้ส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้นนั่นเอง

  1. บริหารการเงินได้เป็นระบบ

การทำ SEO สามารถทำได้เองโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือจะจ้างบริษัทมืออาชีพทำก็ได้ โดยมีค่าใช้จ่ายตามแพ็กเกจ ส่วน SEM เป็นการจ่ายตามวงเงินที่ควบคุมได้เอง หากกำหนดแผนงานในการทำ SEO และ SEM อย่างเป็นระบบ ก็เท่ากับสามารถบริหารการเงินได้อย่างรัดกุม ช่วยควบคุมต้นทุนในการทำธุรกิจออนไลน์ได้ดียิ่งขึ้น

  1. สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า

หากกลุ่มเป้าหมายพิมพ์ค้นหาข้อมูลครั้งใด ก็ปรากฏชื่อแบรนด์เว็บไซต์ธุรกิจคุณอยู่ในอันดับต้น ๆ จากการทำ SEO หรือถูกนำเสนอในจุดที่เห็นได้ชัดจากการทำโฆษณา SEM ก็จะเกิดการจดจำแบรนด์และเพิ่มความเชื่อมั่นจนอยากใช้สินค้าและบริการจากเว็บไซต์ของคุณมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจน้องใหม่หรือเป็นแบรนด์ที่มีมานานแล้ว ก็ย่อมได้ผลดีจากการทำเทคนิคนี้

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO และ SEM ต่างมีข้อดีที่สามารถปรับใช้ผสมผสานควบคู่กันได้ เพื่อให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณเติบโตทั้งด้านชื่อเสียงของแบรนด์และการเข้าถึงลูกค้าใหม่ ๆ เพิ่มโอกาสกลับมาใช้บริการซ้ำของลูกค้าประจำ ฯลฯ ขอเพียงศึกษาให้เข้าใจและปรับใช้ให้เหมาะสมเท่านั้น

ความแตกต่างระหว่าง SEM และ SEO มีข้อดีข้อเสียอย่างไร

ความแตกต่างระหว่าง SEM และ SEO มีข้อดีข้อเสียอย่างไร

การโปรโมทเว็บไซต์เพื่อผลลัพธ์ทางการตลาดออนไลน์ทำได้หลาย SEO และ SEM เป็นเครื่องมือสำคัญที่ได้รับความนิยม เพราะเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับแบรนด์ของตัวเองให้รู้จักแพร่หลายมากขึ้น เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กในแง่เสียค่าใช้จ่ายน้อย ไม่จ่ายค่าโฆษณาราคาแพงเหมือนสื่อการตลาดทั่วไป เหมาะกับแบรนด์ดังในแง่ของความรวดเร็ว ไม่ต้องผ่านการตัดสินใจหลายขั้นตอนตามระเบียบขององค์กรใหญ่ เครื่องมือการตลาดทั้งสองรูปแบบคล้ายกัน จำเป็นต้องเข้าใจความแตกต่างเพื่อให้วางแผนทำตลาดได้ถูกต้อง มาเริ่มทำความรู้จักเพื่อที่จะเลือกนำมาประยุกต์ใช้งานให้เหมาะสมกับธุรกิจของเราเอง

คำว่า SEO ย่อมาจาก “Search Engine Optimization” เป็นวิธีการทำการตลาดออนไลน์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือค้นหา เพื่อให้เว็บไซต์ได้รับการจัดอันดับขึ้นไปอยู่หน้าแรก ๆ ของเสิร์ชเอนจินยอดนิยมอย่าง Google หัวใจหลักของการทำ SEO คือการเขียนเนื้อหาบทความที่มีคุณภาพ อ่านง่ายและใส่คีย์เวิร์ดในตำแหน่งเหมาะสม ส่วนใหญ่จำกัดการใช้คีย์เวิร์ดในบทความไม่เกิน 5 คำ เคล็ดลับคือต้องทำการอัปเดตข้อมูลใหม่เป็นประจำทำให้บอทของเครื่องมือค้นหาเก็บข้อมูลเป็นระยะพร้อมทั้งจัดอันดับให้ลูกค้าเห็นเว็บไซต์ของเราก่อนคู่แข่ง

การทำ SEO มีข้อดีอย่างไร

ข้อดีของ SEO คือมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า เจ้าของธุรกิจหรือเจ้าของเว็บไซต์สามารถทำเองได้ โดยการเขียนคอนเทนต์อธิบายเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการให้ดูน่าสนใจ เนื้อหาบทความควรมีเอกลักษณ์เพื่อให้จดจำได้และส่งผลให้แบรนด์ให้คนรู้จักมากขึ้น ยิ่งมีจำนวนผู้สนใจเข้าเว็บไซต์จำนวนมากจะมีผลต่อการจัดอันดับให้อยู่ในหน้าแรก ๆ ลูกค้าค้นหาเจอได้ง่ายก็เข้าถึงลูกค้าใหม่ได้มากขึ้น เพิ่มจำนวนยอดขายได้ตรงกับเป้าหมายที่วางไว้ แต่ข้อเสียคือเว็บไซต์ต้องใช้คอนเทนต์ที่มีคุณภาพช่วยสร้างความไว้วางใจ อาจต้องจ่ายนักเขียนมืออาชีพที่มีทักษะด้านการเขียนและมีความเชี่ยวชาญในการทำ SEO

ส่วนคำว่า SEM ย่อมาจาก “Search Engine Marketing” เป็นการทำตลาดที่เสียค่าใช้จ่ายเป็นรายคลิก โดยคำนวณจากจำนวนคนที่คลิกเข้ามาในเว็บไซต์ ค่าโฆษณาจะขึ้นหรือลงขึ้นอยู่กับคีย์เวิร์ดที่เลือกว่ามีการแข่งขันสูงหรือไม่ การทำ SEM มีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมาย ถ้าต้องจ้างเว็บมาสเตอร์มาทำการตลาดให้ การทำ SEM จะได้ผลลัพธ์คุ้มค่ากว่า ซึ่งหลายคนก็เลือกทำทั้งสองอย่างเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด มีโอกาสโปรโมทแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักเพื่อขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น

การทำ SEO มีข้อดีอย่างไร

ข้อดีของการโปรโมทเว็บไซต์แบบ SEM คือการกำหนดคีย์เวิร์ดได้มากและเปลี่ยนได้บ่อยเท่าที่ต้องการ เมื่อลูกค้าค้นหาตรงกับคีย์เวิร์ดที่เรากำหนดไว้ ช่วยให้เห็นเว็บไซต์ง่ายและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างรวดเร็ว วิธีนี้ทำโฆษณาง่ายแม้เว็บจะมีไม่กี่หน้า ค่าโฆษณาไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับคีย์เวิร์ดและกระแสการแข่งขัน แต่ช่วยให้นำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อได้ว่าคีย์เวิร์ดแบบไหนให้ผลลัพธ์ที่ดี วิธีการทำ SEM ใช้งบประมาณสูง เพราะคิดค่าใช้จ่ายตามจำนวนคลิก หมายถึงเสียเงินทุกครั้งที่คนคลิกเข้ามาดูในเว็บไซต์ ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่อเนื่องจึงจะรักษาอันดับไว้ได้ตลอดเวลา เว็บติดอันดับต้น ๆ ในเสิร์ชเอนจินรวดเร็ว แต่ไม่รับประกันว่าผู้เยี่ยมชมเว็บจะตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการของเราหรือไม่

อย่างไรก็ดี SEO และ SEM เป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งเท่านั้น ยังมีกลยุทธ์สำคัญอีกมากมายที่ต้องทำเพื่อต่อยอดโอกาสขายสินค้าและบริการ ทำให้ธุรกิจเอาชนะคู่แข่งได้ในที่สุด