SEO และไลฟ์สด เสริมกลยุทธ์การตลาดออนไลน์

SEO และไลฟ์สด เสริมกลยุทธ์การตลาดออนไลน์

ก่อนยุคการแพร่ระบาดของ Covid -19 ธุรกิจออนไลน์ก็เป็นที่นิยมในระดับหนึ่ง แต่มาระยะหลังที่มนุษย์ต้องพึ่งพาการทำธุรกิจบนโซเชียลมีเดียมากขึ้น ไม่ว่าจะแบรนด์ดังหรือร้านค้าน้อยใหญ่ต่างก็ปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยหันมาทำออนไลน์มาร์เก็ตติ้งเกือบ 80-90 เปอร์เซ็นต์ก็ว่าได้ ส่งผลให้กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ขับเคลื่อนและพัฒนาด้านการวางแผนการจัดการ การใช้สื่อ การทำ SEO การสร้างคอนเทนต์ การใช้โปรแกรมฯสำเร็จรูปและการไลฟ์สด เข้ามาเสริมกลยุทธ์เพื่อการตลาดออนไลน์ ซึ่งกลยุทธ์ที่ว่านี้มีอะไรบ้างเรามีข้อมูลให้ศึกษาเพิ่มเติมกัน

SEO (Search Engine Optimization) เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจุบัน เป็นวิธีการทำให้เว็บไซต์ของธุรกิจหรือแบรนด์สินค้าได้รับการจัดอันดับอยู่ในอันดับต้น ๆ บน Search Engines เช่น Google เพื่อเพิ่มโอกาสให้มีคนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์มากขึ้น และทำให้สามารถขายสินค้าและบริการได้มากยิ่งขึ้น ที่ผ่านมา เราอาจจะคุ้นเคยกับการใส่คีย์เวิร์ดที่ต้องการ โดยสอดคล้องกับชื่อหรือเนื้อหาของบทความส่งเสริมการขาย ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ ในหน้าแรกของ Google นั่นเอง แต่นี่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดของ SEO และไม่ใช่สูตรสำเร็จตายตัว เพราะกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้ว เรียกได้ว่ามีหลากหลายวิธีมากขึ้นทั้งร่วมกับ SEO และเป็นวิธีเฉพาะทางที่ไม่เกี่ยวกับ SEO โดยตรง ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

  • กลยุทธ์ในการทำ SEO สามารถปรับเปลี่ยนได้ เพื่อให้สอดคล้องกับอัลกอริทึมใหม่ ๆ ของ Google ทั้งนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานการนำเสนอเนื้อหาที่มีคุณภาพและคำนึงถึงผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง
  • กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ในการทำ SEO โดยใช้ Google Analytics ช่วยในการค้นหาข้อมูลเชิงลึกทางการตลาด ซึ่งจะเสริมประสิทธิภาพการทำ SEO ได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
  • ความสำคัญในการเลือกใช้ Keyword ให้มีประสิทธิภาพ ควรพิจารณาเลือกใช้ คีย์เวิร์ดให้สอดคล้องกับคอนเทนต์ของแบรนด์ หรือเพื่อสร้างการรับรู้และดึงดูดให้ผู้บริโภคสนใจเข้าชมเว็บไซต์ นอกจากนี้การเลือกใช้คีย์เวิร์ดยังต้องสัมพันธ์กับคีย์เวิร์ดที่กลุ่มลูกค้านิยมใช้ในการค้นหา เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น
  • การสร้างเว็บไซต์ในการทำ SEO ในยุคนี้ควรคำนึงถึงหน้าจอแสดงผลบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ เช่น มือถือ นาฬิกาสมาร์ทวอทช์ แท็บเล็ต เป็นต้น โดยออกแบบเว็บไซต์ให้เป็นแบบ Responsive Web Design ที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ต่าง ๆ เน้นแนวคิดเรื่องความรวดเร็วในการโหลดข้อมูล ใช้ง่าย ไม่สับสน
  • การทำ SEO บนสื่อโซเชียลมีเดีย เนื่องจากปัจจุบัน โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนเรา และเอื้อต่อการนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาด เพื่อสร้างฐานความเชื่อมั่นต่อองค์กร จึงต้องศึกษาวิธีการสร้างคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดียให้สอดคล้องกับ Search Engine ตามหลัก SEO ด้วย เพื่อให้หน้าแฟนเพจติดอันดับต้น ๆ ในผลการค้นหา
  • การสร้าง Backlink ให้มีคุณภาพ โดยการสร้างเนื้อหาที่ดีและแชร์ผ่านสื่อโซเชียลอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการโปรโมทด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อดึงดูดเว็บไซต์อื่นที่ต้องการคอนเทนต์คุณภาพดีไปอ้างอิง เป็นการขยายเครือข่าย Backlink ให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นผลดีกับเว็บไซต์ในระยะยาว
  • กิจกรรมไลฟ์สด เป็นสิ่งปลุกเร้าให้ผู้ชมและผู้บริโภคตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เป็นการตอกย้ำคีย์เวิร์ด และชื่อแบรนด์ไปพร้อมกัน การไลฟ์สดจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยกระตุ้นยอดขายที่แต่เดิมชะงักงันและสงบนิ่ง ให้กลับมามีชีวิตชีวา ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และความสนุกในการทำงาน ที่สำคัญคือการสร้างยอดขายและสร้างการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของแบรนด์ไปในตัว

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า เมื่อธุรกิจออนไลน์หันมาใช้กลยุทธ์ SEO ผสมผสานการไลฟ์สด ก็จะยิ่งเพิ่มมูลค่าทางการตลาดด้วยความน่าสนใจ ความสนุก และมีการโต้ตอบอย่างปัจจุบันทันที ส่งผลให้สามารถปิดการขายได้อย่างรวดเร็ว เป็นที่จดจำและอยากกลับมาใช้บริการซ้ำอีก นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ต้องไม่ลืมคือ คุณภาพของสินค้าและบริการ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้บริโภค

SEO และ Google Ads เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
SEO และ Google Ads เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

หลายคนที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจบนเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มออนไลน์มักจะมีคำถามว่าการทำ “SEO” และ “Google Ads” นั้นต่างกันอย่างไร เนื่องจากทั้งสองรูปแบบล้วนเป็นกิจกรรมออนไลน์ที่มีเป้าหมายในการดันเว็บไซต์ของเราให้ขึ้นไปติดอันดับหน้าแรก ๆ ของการค้นหาใน Search Engine โดยเฉพาะ Google ที่เรามักพบเห็นได้ทั่วไป แถมบางคนก็สับสนถึงขนาดคิดว่าทั้ง “SEO” และ “Google Ads” นั้นเป็นอย่างเดียวกันอีกต่างหาก ดังนั้น วันนี้เราจะมาลองเปรียบเทียบถึงวิธีดันเว็บไซต์ทั้งสองวิธีนี้ พร้อมดูข้อดีและข้อด้อยของทั้งคู่กัน

1.“SEO” อธิบายง่าย ๆ คือ การใช้เทคนิคใส่ “คำ” หรือ “คีย์เวิร์ด” ที่ผู้ใช้งานมักค้นหาบ่อย ๆ ผ่านการผลิตเนื้อหา “คอนเทนต์” เพื่อดันให้ระบบ “อัลกอริทึม” (Algorithm) ของ Google ที่คอยทำหน้าที่จัดลำดับและแสดงผลการค้นหาที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานมากที่สุด จัดให้เว็บไซต์หรือคอนเทนต์ของเราปรากฏอยู่ในหน้าแรก ๆ ของการค้นหา ส่วนใหญ่มักอาศัยประสบการณ์ ความชำนาญ และทักษะด้านการเขียนพอสมควร โดยข้อดีของการทำ SEO คือ ไม่เสียเงิน เพราะเป็นการใช้เทคนิคและความคุ้นเคยที่เรามีต่อระบบอัลกอริทึม ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงคำหรือคีย์เวิร์ดที่ผู้ใช้งานค้นหาใน Google นั่นเอง แถมยังช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้งานเห็นเว็บไซต์หรือคอนเทนต์ของเรามากขึ้นด้วย แต่ข้อเสียคือไม่สามารถการันตีได้ว่าจะได้ผลตามที่ต้องการเสมอไป โดยเฉพาะคำหรือคีย์เวิร์ดที่มีการใช้กันแพร่หลาย ทำให้การแข่งขันทำ SEO สูงและซ้ำซ้อนกันมาก ยิ่งหากคอนเทนต์ของเราไม่มีคุณภาพพอก็อาจจะไม่ปรากฏบนหน้าผลการค้นหาเลยก็ได้

2.“Google Ads” คือ การซื้อโฆษณากับทาง Google เพื่อให้เว็บไซต์หรือคอนเทนต์ของเราปรากฏอยู่หน้าแรกบริเวณช่องโฆษณาในหน้าค้นหาของผู้ใช้งาน เพียงแค่เราตั้งค่าคำหรือคีย์เวิร์ดที่เราต้องการ Google ก็จะยิงโฆษณาไปปรากฏที่ด้านบนของการค้นหา เรียกว่า Paid Search โดย “ข้อดี” ของ Google Ads คือ การันตีได้ว่าเว็บไซต์หรือคอนเทนต์ของเราจะปรากฏอยู่ในหน้าแรกของการค้นหาแน่นอน ทำให้มีโอกาสสูงที่จะมีผู้สนใจเข้ามาซื้อสินค้าหรือบริการของเรา แถมยังกำหนมกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจนเพื่อให้ตรงกับสินค้าหรือบริการของเราอีกด้วย ส่วนข้อเสียคือเสียเงินค่อนข้างสูง แถมการแข่งขันยิงโฆษณาก็มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ใช่ว่าเมื่อจ่ายเงินแล้วจะได้อันดับดีเสมอไป ทำให้ก่อนจะตัดสินใจซื้อโฆษณา จะต้องศึกษาเรื่องการตลาดและกลุ่มผู้บริโภคอย่างถ่องแท้เสียก่อน

อย่างไรก็ตาม ทั้ง “SEO” และ “Google Ads” ต่างก็เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การทำธุรกิจออนไลน์ประสบความสำเร็จได้ ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้งานตามความเหมาะสม รวมถึงการวางแผนอย่างรอบด้าน ทุกธุรกิจควรใช้เครื่องมือทั้งสองอย่างนี้ โดยมี SEO เป็นพื้นฐานและใช้ Google Ads กระตุ้นยอดผู้ชมเป็นครั้งคราวไปหรือต่อเนื่องในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น เทศกาลที่มีคนจับจ่ายหาซื้อของขวัญ หรือเมื่อมีสินค้าออกใหม่ หรือมีโปรโมชันพิเศษ เป็นต้น

การทำ SEO มีข้อดีอย่างไรต่อธุรกิจออนไลน์

การทำ SEO มีข้อดีอย่างไรต่อธุรกิจออนไลน์

ในปัจจุบันนักการตลาดจำนวนไม่น้อยแนะนำให้ผู้คนทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ของตัวเอง โดยไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดอย่างชัดเจน ผู้ที่เข้าสู่วงการขายของออนไลน์มือใหม่จึงยังไม่แน่ใจเพราะขาดความรู้ที่ลึกซึ้งถึงข้อดีและความคุ้มค่าของการทำ SEO

เราจึงได้รวบรวมข้อดีและประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำ SEO ให้เว็บไซต์ของคุณมาฝากกันแบบเข้าใจง่าย ดังนี้

1.SEO ช่วนปูพื้นฐานที่เป็นระเบียบเรียบร้อย ทำให้เว็บไซต์น่าเข้ามาใช้บริการ
การทำ SEO ทำให้เว็บไซต์เป็นระเบียบตั้งแต่ต้น เหมาะสมต่อการพัฒนาต่อยอดขึ้นไปในระยะยาว เพราะการวางโครงสร้างของเว็บไซต์ต้องเหมาะสมกับธุรกิจ เช่น คุณทำธุรกิจขายสินค้าเพื่อแม่และเด็ก ก็ควรสร้างภาพลักษณ์ให้มีความน่าเชื่อถือและเป็นกันเอง ควรวางคอลัมน์หมวดหมู่บทความและสินค้าให้ค้นหาได้ง่าย ใช้สีสันและฟอนด์น่ารักตรงกับรสนิยมของกลุ่มเป้าหมาย คือ คุณแม่ยุคใหม่ การทำ SEO ตั้งแต่ต้นจึงช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด

2.ช่วยประหยัดค่าโฆษณา ประชาสัมพันธ์ และการใช้พรีเซนเตอร์คนดัง
การทำ SEO จะทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกจัดอันดับด้านบนในหน้าต่างการสืบค้นของ Google จึงไม่จำเป็นต้องประมูลพื้นที่โฆษณาที่ต้องจ่ายให้แก่ Google แบบ Pay Per Click หรือตามจำนวนครั้งการคลิก ซึ่งคุณจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้หลักหมื่นถึงแสนบาทต่อเดือน และไม่จำเป็นต้องไปจ้างพรีเซ็นเตอร์ที่มีค่าตัวสูงเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์อีก ขอเพียงทำ SEO อย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ

3.ช่วยให้เข้าถึงลูกค้าต่างประเทศได้โดยไม่ต้องเดินทาง
คุณสามารถทำเว็บไซต์หลายภาษาได้ เช่น ภาษาจีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส นอกจากภาษาไทย เพื่อเข้าถึงลูกค้าในประเทศต่าง ๆ ที่คุณต้องการ โดยควรให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ด้านสาระความรู้มากกว่าเน้นขายสินค้า จะทำให้ลูกค้าประทับใจ มีความเชื่อมั่นและอยากสนับสนุนธุรกิจออนไลน์ของคุณมากยิ่งขึ้น แม้คุณจะไม่ได้ไปประชาสัมพันธ์สินค้าถึงต่างประเทศ แต่การทำเว็บไซต์ที่มีคุณภาพสูง ก็ช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้ในโลกยุค 5G

4.ช่วยให้แบรนด์เป็นที่จดจำและได้ส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้น
การใช้คีย์เวิร์ดที่เหมาะสมทำบทความ จะทำให้คุณเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ดี เช่น คุณเป็นบริษัทตัวแทนจำหน่ายสินค้ากลุ่มไอที ก็ควรใช้ชื่อรุ่นและแบรนด์ของสินค้า ทั้งโน้ตบุ๊ก มือถือ หูฟัง คีย์บอร์ด ฯลฯ เป็น keyword รวมถึง มีคำว่าเกมส์ออนไลน์, กีฬาอีสปอร์ต, esport อยู่ด้วย จะทำให้เข้าถึงกลุ่มคนยุคใหม่ที่มีกำลังซื้อสูงได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งมีไลฟ์สไตล์ชอบเล่นเกมส์และใช้ผลิตภัณฑ์ Gadget ไอทีเหล่านี้เป็นประจำอยู่แล้ว

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO ดีต่อการเพิ่มคุณภาพของเว็บไซต์ การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำ การขยายตลาดไปถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนและรวดเร็ว โดยทุกท่านควรเริ่มทำ SEO ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อทำฐานของธุรกิจออนไลน์ให้แข็งแรง และศึกษากลยุทธ์ SEO ให้ลึกซึ้งเพื่อปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง

ทำไมเว็บไซต์ ที่ติดอันดับหน้าแรก ได้โอกาสจากลูกค้ามากกว่า

ทำไมเว็บไซต์ ที่ติดอันดับหน้าแรก ได้โอกาสจากลูกค้ามากกว่า

ไม่ใช่เรื่องยากถึงขนาดต้องจ้างทำ เพราะเป็นกระบวนการที่ทุกคนสามารถทำได้เอง เพียงเริ่มต้นจากการทำเว็บไซต์ประมาณหลักพันต้นจนถึงหมื่นบาทก็สามารถทำได้แล้ว ยิ่งในปัจจุบันเว็บไซต์ทั่วโลกมีมากมาย โดยเฉพาะประเทศไทยมีเป็นจำนวนหลักล้านเว็บไซต์เลยทีเดียว บางคนมีมากกว่าหนึ่งเว็บไซต์ด้วยซ้ำโดยไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่ โดยเว็บไซต์ที่สามารถค้นหาเจอหรือติดอันดับ จะได้เปรียบในด้านการรับโอกาสจากลูกค้ามากกว่าเว็บไซต์ที่ไม่สามารถค้นหาเจอด้วย Google เพราะเหตุผลที่เรากำลังจะกล่าวถึง ดังต่อไปนี้

การบริการเข้าถึงลูกค้า

หากมีการเปรียบเทียบเว็บไซต์ที่ทำ SEO กับไม่ทำ SEO แม้ว่าผู้ให้บริการทั้งสองรายมีมาตรฐานที่ไม่แตกต่างกัน แต่จะมีความแตกต่างในด้านการค้นหาหรือการติดอันดับของ Google

  • ตัวอย่างที่ 1 สมมติว่าช่วงนี้เป็นวันปีใหม่ อยากจะจัดงานปีใหม่ที่บ้านเพื่อฉลองกับเพื่อน และมีความต้องการหาคนมาจัดงานปีใหม่ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น การจัดอาหาร การจัดสถานที่ จึงค้นหาใน Google ว่ามีบริการจัดงานปีใหม่หรือไม่ ด้วยการพิมพ์คำว่า “รับจัดงานเลี้ยง” ซึ่งแน่นอนเว็บไซต์ที่ขึ้นมาในหน้าแรกจากการค้นหาย่อมได้รับโอกาสจากลูกค้ามากกว่าเว็บไซต์ที่ให้บริการเดียวกันแต่ไม่ติดอันดับ โดยอันดับที่ 1 มักจะถูกคลิกมากที่สุด และลดหลั่นลงไปตามลำดับ
  • ตัวอย่างที่ 2 สมมติว่า มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตท่านหนึ่ง กำลังรู้สึกหิวมากและมีความต้องการที่จะสั่งอาหาร จึงค้นหาคำว่า “แซลมอนเดลิเวอรี่” ซึ่งเว็บไซต์ที่ขึ้นมาหน้าแรกหรือติดอันดับหนึ่ง สองหรือสาม โอกาสที่จะได้รับเงินจากลูกค้าย่อมมีมากกว่าเว็บไซต์ที่ขายปลาแซลมอนเหมือนกัน แต่ติดอันดับอยู่ในหน้าที่ 2 หรือมากกว่านั้น
  • ตัวอย่างที่ 3 เว็บไซต์ ทีเด็ดบอลวันนี้ หากมีการติดอันดับหน้าแรกในคีย์ทีเด็ดบอลต่างๆ คนย่อมเข้าถึงเยอะกว่า และหากเนื้อหาภายในเว็บดี ก็ยิ่งทำให้คนติดใจได้ง่าย และเว็บไซต์ก็จะโตเร็วขึ้นอย่างทวีคูณ เป็นโอกาสที่เพิ่มมูลค่าโฆษณากรณีมีผู้สนใจต้องการติดแบนเนอร์

สะดวกในการสั่งซื้อสินค้าเพิ่ม

SEO ติดอันดับจะให้ความสะดวกกับลูกค้าที่จะสั่งซื้อสินค้าเพิ่มเติมหรือกลับมาซื้อซ้ำ เมื่อค้นหาอีกครั้งใน Google ก็เจอเว็บไซต์เราทันที จึงได้รับโอกาสในด้านการเพิ่มรายได้ให้มากขึ้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะการทำ SEO มีประโยชน์ให้กับคนที่ทำเว็บไซต์เมื่อได้อยู่หน้าแรกหรือติดอันดับหนึ่ง สองหรือสาม ก็จะทำให้สามารถเพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บไซต์อย่างมหาศาล จากเว็บไซต์เงียบ ๆ ก็กลายเป็นเว็บไซต์ที่คึกคักหรือคนรู้จักเว็บไซต์มากขึ้น ลูกค้าเก่าก็หาเว็บเจอง่าย ไม่ต้องเสียเวลาค้นหานาน

เว็บไซต์ติดอันดับในอดีตได้รับความสนใจจนมีช่วงหนึ่งที่บริษัทรับจ้างทำ SEO มีงานมากจนทำให้ร่ำรวยรุ่งเรือง แต่ปัจจุบันเทรนด์ได้เปลี่ยนไปแล้ว ทำให้ผู้คนนิยมทำ SEO ด้วยตัวเองมากขึ้น เพียงปรับแต่งเว็บไซต์ทั้งภายในและภายนอกด้วยการทำ content หรือเนื้อหาเพื่อที่จะดันเว็บไซต์ให้ติดอันดับได้ แต่อย่างไรก็ตาม การทำ SEO ต้องอาศัยความอดทนพอสมควร เพราะไม่ได้เห็นผลเพียงวันหรือสองวันแรก แต่ต้องใช้เวลารอคอยพอประมาณ บางทีอาจจะต้องรอ 1 – 3 เดือนเลยทีเดียว

SEO สุดยอดตัวช่วยการเติบโตของธุรกิจ

SEO สุดยอดตัวช่วยการเติบโตของธุรกิจ

ไม่ว่าใครก็คงอยากที่จะทำธุรกิจออกมาแล้วรุ่ง ปัง ๆ กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ก็ตาม ซึ่งในปัจจุบันนี้เราจะพบเห็นการแข่งขันที่ค่อนข้างสูงมาก ๆ ใครที่มีกลยุทธ์ทางการตลาดหรือมีไอเดียที่ดีกว่าในเรื่องของการโปรโมทก็จะล้ำนำหน้าไปเสมอ สำหรับธุรกิจที่มีสินค้าและบริการที่ดี มีคุณภาพสูงก็อาจจะไม่สามารถเติบโตได้อย่างที่ต้องการ ถ้าหากขาดตัวช่วยที่สำคัญ โดยเฉพาะการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ของธุรกิจ ที่จะช่วยให้ผู้คนสามารถค้นเจอสินค้าหรือบริการของเราได้มากขึ้นนั่นเอง

ทำความรู้จักกับ SEO

หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับ SEO ในชื่อ Search Engine Optimization ซึ่งเป็นการปรับเนื้อหา รายละเอียด องค์ประกอบต่าง ๆ ของเว็บไซต์ให้เป็นไปตามที่ search engine นั้นต้องการ ยกตัวอย่าง เวลาที่เราค้นหา keyword หรือคำใด ๆ ลงไปใน Google ซึ่งเป็นเว็บ search engine เราจะพบเว็บไซต์ที่ขึ้นมาติดการค้นหาในหน้าแรก ๆ อยู่อันดับแรก ๆ ที่ไม่ใช่การโฆษณา ซึ่งเว็บไซต์เหล่านี้จะเป็นเว็บไซต์ที่มีการทำ SEO ที่ดี ส่งผลให้เพิ่มโอกาสที่ผู้คนจะค้นเจอเว็บไซต์ได้มากขึ้น

ทั้งนี้ก็ยังรวมถึงบทความที่มีความเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการต่าง ๆ ด้วย สามารถที่จะทำ SEO ได้เช่นเดียวกัน ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มักจะค้นคว้าข้อมูลในโลกออนไลน์ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าจริง เมื่อค้นหาสินค้าหรือบริการใด ๆ แล้วพบรีวิวสินค้าหรือบทความของบริษัทใดขึ้นมาเป็นลำดับแรก ๆ ก็มักจะนำมาเป็นตัวเลือกในการพิจารณาอันดับแรก ๆ เช่นกัน นอกจากนี้แล้วก็ยังมีพฤติกรรมของผู้บริโภคบางประเภทที่เน้นในเรื่องของความสะดวกสบายและรวดเร็ว คือค้นเจอสินค้าจากแบรนด์ไหนก่อนก็ตัดสินใจซื้อเลย ดังนั้นสินค้าหรือบริการใด ๆ ที่ติดลำดับการค้นหาในหน้าแรกหรือหน้าสองก็จะมีโอกาสเพิ่มยอดขายได้มากกว่า

ลงทุนน้อยแต่ได้ผลตอบแทนมาก

การทำ SEO ไม่ได้ใช้งบประมาณที่สูงอย่างที่คิด สามารถที่จะทำได้ในธุรกิจทุก ๆ ประเภท ในระยะยาวแล้วมีความคุ้มค่ากว่าการทำโฆษณาอย่างมากเลยทีเดียว ไม่ต้องไปซื้อโฆษณาแพง ๆ หรือไปลงประกาศโฆษณาตามส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น หนังสือ นิตยสาร ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีคนที่สามารถเข้าถึงได้ทั้งหมดกี่คน ซึ่งการลงทุนกับ SEO นั้นถือเป็นการลงทุนที่มีความคุ้มค่าอย่างมากเลยทีเดียว

การเติบโตของธุรกิจแม้จะต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่างและอาจจะมีปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย แต่ถ้าเรามีตัวช่วยที่ดี มีประสิทธิภาพ สามารถใช้งานได้จริง อย่าง SEO ที่ช่วยทำให้เว็บไซต์และเนื้อหาต่าง ๆ ของเรามีความแตกต่างและความพิเศษกว่าเนื้อหาของเว็บไซต์อื่น ๆ ก็จะสามารถช่วยส่งเสริมองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างในธุรกิจของเราให้สมบูรณ์และเติบโตมากยิ่งขึ้นได้

ไอเดีย หาสินค้าขายดี สำหรับทำ SEO

ไอเดีย หาสินค้าขายดี สำหรับทำ SEO

สำหรับผู้มีปัญหาทางการเงิน การหารายได้เสริมเป็นทางออกที่ช่วยเพิ่มจำนวนเงินเพื่อให้เพียงพอต่อการจับจ่ายใช้สอย “การขายของออนไลน์” เป็นวิธีการหารายได้เสริมที่ไม่ต้องอิงกับเวลาหรือสถานที่ และสามารถเริ่มต้นได้ทันทีโดยใช้เงินลงทุนน้อยที่สุด ทั้งนี้การหาสินค้าที่สามารถสร้างกำไรได้ ควรเป็นสินค้าที่มีลูกค้าต้องการ ซึ่งไอเดียการหาสินค้าสำหรับนำมาขาย มีดังนี้

สินค้าที่กำลังได้รับความนิยม สินค้าทุกประเภทจะมีช่วงเวลาที่สามารถเกิดขึ้นมาเป็นกระแสได้ เช่น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ เครื่องฟอกอากาศ ดอกมุรากามิ เป็นต้น ซึ่งการจับกระแสสินค้าให้ทัน จะสามารถสร้างกำไรได้ค่อนข้างเยอะ แต่สินค้าประเภทนี้ก็มีข้อเสียเช่นกัน เพราะสินค้าประเภทนี้มีคู่แข่งค่อนข้างมาก จึงทำให้เกิดการตัดราคาเกิดขึ้นตามมา

สินค้าเฉพาะกลุ่ม งานอดิเรกหรือสินค้าที่จำเป็นต้องใช้ในช่วงเวลาเฉพาะ เช่น พิธีแต่งงาน หรือพิธีกรรมทางศาสนา เป็นสินค้าที่สามารถขายได้ตลอดปี เพียงแต่กำไรที่ได้ต่อชิ้นมากน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนสินค้าที่มีอยู่ในท้องตลาด

สินค้าจำพวกของสะสม เป็นสินค้าที่มีคู่แข่งน้อย เนื่องจากเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มจึงสามารถสร้างกำไรได้เยอะ ทั้งนี้การขายสินค้าเฉพาะกลุ่มจำเป็นต้องศึกษาให้ดี เนื่องจากเป็นการจำหน่ายสินค้าที่เกิดขึ้นจากความชอบส่วนตัวของลูกค้า ทำให้ลูกค้ารู้ถึงรายละเอียดของสินค้าเป็นอย่างดี

สินค้างานฝีมือต่าง ๆ สินค้าจำพวกงานฝีมือเป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งสินค้าประเภทนี้จะได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะงานฝีมือที่ใช้สำหรับประดับตกแต่งต่าง ๆ

เมื่อได้สินค้าที่ต้องการขายออนไลน์เรียบร้อย การสร้างเว็บไซต์เป็นวิธีที่จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าที่จำหน่ายได้ โดยเทคนิคในการทำเว็บไซต์สำหรับเพิ่มยอดขายสินค้า มีดังนี้

สร้างเว็บไซต์สำหรับ E-commerce สำหรับผู้ขายใหม่อาจใช้บริการเว็บไซต์สำหรับขายสินค้าฟรีไปก่อน เพื่อลดความยุ่งยากในการสร้างเว็บไซต์และยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า

ใส่ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า ไม่ว่าจะเลือกขายค้าประเภทไหนก็ควรเขียนบทความเกี่ยวกับสินค้าของตัวเองลงเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ เพราะการเขียนบทความอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเจอเว็บไซต์ของคุณได้ง่ายขึ้น รวมถึงการศึกษาพื้นฐานการทำ Search Engine Optimization หรือ SEO และทำตามขั้นตอน จะช่วยเพิ่มยอดขายจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเพิ่มมากขึ้น

เลือกสินค้าเพียงประเภทเดียว การขายของออนไลน์เป็นการขายที่ต้องสร้างความน่าเชื่อถือค่อนข้างสูง การโพสต์ขายสินค้าเพียงประเภทเดียวจะช่วยสร้างความมั่นใจและน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าได้มากกว่า

ไม่ว่าจะขายสินค้าประเภทใดก็ตาม การนำเทคนิคในการหาสินค้าผสานกับการทำ SEO มาผสมผสานกัน จะช่วยสร้างผลกำไรจากการขายของออนไลน์ได้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ทำไมแบรนด์ส่วนใหญ่หันมาทำ SEO

ทำไมแบรนด์ส่วนใหญ่หันมาทำ SEO

เราจะเห็นตามเว็บไซต์ประกาศรับสมัครงานรวมถึงการตามหาผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้มาเป็นคนทำ SEO ให้กับแบรนด์หลายแบรนด์ ซึ่งสัญญาณนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการทำการตลาดออนไลน์มากเลยทีเดียวล่ะ ว่าแต่จะเป็นเพราะอะไร ทำไมแบรนด์ถึงหันมาทำ SEO กันมากขึ้น มาติดตามกันเลยดีกว่า

เหตุผลที่แบรนด์ทำไมต้องทำ SEO

ให้ผลลัพธ์ในระยะยาวที่ดีกว่าการโฆษณา : การทำโฆษณานั้น จะทำให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นไปอยู่บนหน้าแรกของ Google ในช่วงระยะเวลาที่เงินเหลือเท่านั้น แต่เมื่อไหร่ที่คุณไม่จ่ายเงินต่อ ก็มีโอกาสทำให้เว็บไซต์ร่วงออกไปจากหน้าแรก ๆ ของ Google ได้ โดยเราสามารถสรุปได้สั้น ๆ ว่าการทำโฆษณามีประโยชน์ก็จริง แต่มันอาจไม่ยั่งยืนในระยะยาวนั่นเอง

รองรับการค้นหาของลูกค้าแบบ organic : พฤติกรรมของคนสมัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีหาข้อมูลของสินค้าหรือบริการที่ตัวเองสนใจมาเป็นการค้นหาบนช่องทางออนไลน์รวมถึง Google ด้วย ไม่ว่าจะซื้อสินค้าหรือมีปัญหาอะไร คนเรามีแนวโน้มที่จะใช้ช่องทางออนไลน์เป็นพื้นที่สื่อสารของตัวเองมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ฉะนั้นการติดอันดับ SEO ได้ก็มีโอกาสทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักคุณมากขึ้น

ต้นทุนไม่สูงเหมือนค่าโฆษณา : หากเปรียบเทียบเรื่องของต้นทุนในรูปแบบของเงินนั้น เราสามารถบอกได้ว่า SEO จะทำให้คุณประหยัดเงินในระยะยาวได้มากกว่าหลายเท่าเลยทีเดียว เพราะการโฆษณานั้น คุณจะต้องประมูลค่าโฆษณาแข่งกับคู่แข่งตลอดเวลา อีกทั้งยังต้องใช้งบประมาณที่สูงกว่าสำหรับ keyword ที่เป็นคำสั้น ๆ อีกด้วย

SEO เป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาดออนไลน์ที่ได้ผล : มีแบรนด์ส่วนใหญ่ที่หันมาทำ SEO แล้วได้ลูกค้าเป็นจำนวนมาก นั่นเป็นเพราะลูกค้าให้ความเชื่อมั่นกับอันดับที่เป็น organic มากกว่าอันดับที่มาจากโฆษณา และเมื่อติด อันดับ SEO แล้ว โอกาสที่ลูกค้าจะกดซื้อหรือกรอกข้อมูลเพื่อขอซื้อบริการก็ย่อมมีมากกว่าแบรนด์ที่ไม่ได้อยู่บนหน้าแรก ๆ ของ Google เลย

การทำ SEO ให้ติดหน้าแรกของ search engine ถือเป็น digital asset ของแบรนด์ : ทรัพย์สินที่มีค่าอย่างหนึ่งของแบรนด์บนโลกออนไลน์นั่นก็คือเว็บไซต์ หากธุรกิจของคุณเป็นธุรกิจประเภทที่ต้องมีการรวมทุนหรือสร้างขึ้นมาเพื่อขายไป การติดอันกับ SEO จะทำให้เว็บไซต์ของคุณรวมถึงแบรนด์มีมูลค่าที่สูงขึ้นตามไปด้วย แล้วยังมีอำนาจต่อรองบนช่องทางออนไลน์กับนักลงทุนมากกว่าอีกด้วย

เห็นไหมว่าการทำ SEO นั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่การไต่ขึ้นไปอยู่บนหน้าแรกของ search engine เพื่อเป็นเว็บไซต์ที่กลุ่มเป้าหมายของคุณจะเลือกคลิกเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์และมีข้อดีหลายข้อมากเลยทีเดียว และนี่ก็คือสาเหตุสำคัญที่แบรนด์ต่าง ๆ หันมาทำ SEO กัน

เหตุผลที่แบรนด์ทำไมต้องทำ SEO

นอกจาก SEO ยังต้องรู้จัก Facebook Broadcast ลูกเล่นใหม่ล่าสุดปี 2020

นอกจาก SEO ยังต้องรู้จัก Facebook Broadcast

Facebook เป็น Social Media ที่มีจำนวน User กว่าหลายล้านคน ทำให้เหล่านักการตลาดและแบรนด์สินค้าหรือบริการต่าง ๆ จึงใช้ Facebook ในการสร้างฐานลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ทำให้ Facebook ได้พัฒนาลูกเล่นใหม่ให้กับ User นักธุรกิจ แบรนด์สินค้าหรือนักการตลาด ใครที่คุ้นเคยกับ SEO อย่างเดียวนั้น ไม่เพียงพอแล้ว

Facebook Broadcast ลูกเล่นใหม่ล่าสุดในปี 2020 ที่นักการตลาดหลายคนใช้เพื่อแจ้งให้กลุ่มเป้าหมายทราบถึงสาระความรู้ของสินค้าหรือบริการ และแจ้งโปรโมชั่นใหม่

ข้อดีของการทำ Facebook Broadcast มีดังนี้

เจอกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น แม้ว่าการทำ SEO ให้กับคอนเทนต์ในเว็บไซต์หรือ Social จะช่วยดึงความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายได้ แต่การใช้ Broadcast เพื่อแจ้งรายละเอียดที่น่าสนใจ เช่น โปรโมชั่นล่าสุด หรือคอนเทนต์ที่น่าสนใจให้กับกลุ่มเป้าหมายได้ทราบ และยังเป็นวิธีที่ช่วยกระตุ้นความสนใจกลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าเก่าให้กลับมาใช้บริการหรือซื้อสินค้าซ้ำได้

ช่วยลดความยุ่งยากในการตอบคำถาม เนื่องจาก Broadcast สามารถตั้งค่าให้ตอบคำถามอัตโนมัติได้ ทำให้นักขายของออนไลน์จึงไม่ต้องเสียเวลาในการตอบคำถามลูกค้าทั้งหมดด้วยตัวเอง

Facebook Broadcast เป็นบริการใหม่ล่าสุดที่ยังไม่มีการเรียกเก็บค่าบริการ ทำให้นักการตลาดหรือนักขายของออนไลน์ได้ลองใช้ได้แบบฟรี ๆ ซึ่งหากทำควบคู่ไปกับการทำ SEO บนเว็บไซต์ โดยนำบทความหรือคอนเทนต์ SEO ที่กลุ่มเป้าหมายสนใจ Broadcast ไปยัง Inbox จะช่วยสร้าง Traffic เข้าสู่เว็บไซต์หลักด้วย

เทคนิคการตลาดที่ควรทำควบคู่ไปกับการ Broadcast มีดังนี้

คัดสรรกลุ่มเป้าหมายหลักด้วยการสร้างกลุ่ม Facebook ตั้งเป้าหมายหลักในการสร้างกลุ่มเกิดขึ้นเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้ใช้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งการสร้างกลุ่ม สามารถช่วยให้นักการตลาดหรือนักขายของออนไลน์สามารถนำคอนเทนต์ SEO ที่น่าสนใจและมีความเฉพาะเจาะจงเพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายให้เข้ามาหาได้ เมื่อมีกลุ่มเป้าหมายหลักอยู่ในมือ การขายสินค้าหรือบริการก็สามารถสร้างยอดขายได้ดีกว่าการโพสต์ขายสาธารณะ เช่น การสร้างกลุ่มเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการขายของออนไลน์ สามารถขายหนังสือ E-book หรือคอร์สเรียนแบบเจาะลึกให้กับสมาชิกในกลุ่ม เป็นต้น การทำ Facebook Broadcast ควบคู่ไปกับการสร้างกลุ่ม เนื่องจากสมาชิกในกลุ่มบางคนอาจไม่มีเวลามากพอในการติดตามเนื้อหาที่มากมายในกลุ่ม การ Broadcast เฉพาะเนื้อหาที่น่าสนใจให้กับสมาชิกใน Inbox จึงเป็นวิธีในการทำการตลาดที่ช่วยสร้างการย้ำเตือนและกระตุ้นให้สมาชิกดังกล่าวกลับมาให้ความสนใจอีกครั้ง

VDO Content สร้างการรับรู้ ด้วยไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบันมีความเร่งรีบมากขึ้นและหมดความสนใจง่าย การสร้างวีดีโอที่มีความยาว 2 – 3 นาทีแต่มีเนื้อหาที่น่าสนใจ จะช่วยให้ส่งผลดีต่อสินค้าหรือบริการได้มากกว่า

ใช้เทคนิค Call to Action แม้ว่า Facebook Broadcast จะสามารถเรียกร้องความสนใจกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี แต่ก็ควรสร้างปุ่ม Call to Action เพื่อกระตุ้นการตอบสนองของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเร่งเร้าให้เกิดการตัดสินใจที่รวดเร็วมากขึ้นด้วย

การศึกษาวิธีใช้ Facebook Broadcast ควบคู่ไปกับเทคนิคการสร้าง SEO คอนเทนต์ เป็นวิธีที่ช่วยลดระยะเวลาในการสร้างฐานลูกค้า และยังทำให้นักการตลาดและนักขายของออนไลน์สามารถสร้างรายได้ให้มากขึ้นได้

ข้อดีของการทำ Facebook Broadcast

เคล็ดลับ 5 ข้อ ทำ SEO อย่างไรไม่ให้หลงทาง

เคล็ดลับ 5 ข้อ ทำ SEO อย่างไรไม่ให้หลงทาง

การทำ SEO นั้นไม่ต่างอะไรกับการทำงานตามฏิทินที่ไม่เพียงแค่การสร้างเนื้อหาที่ต้องแข่งกับเวลาเท่านั้น แต่ยังต้องแข่งกับคู่แข่งด้วยเหมือนกัน ฉะนั้นการวางแผนจึงเป็นสิ่งสำคัญในการปักหมุดให้การทำ SEO เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด เอาล่ะ! ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่ามีเคล็ดลับอะไรบ้างที่ ทำ SEO แล้วจะไม่หลงทางให้เสียเวลา

ทำ SEO ให้อยู่ในกรอบ

ตั้งเป้าหมายในการทำ SEO – ใคร ๆ ก็บอกว่าการทำ SEO มันดีกับแบรนด์ แต่ถ้าคุณทำไปโดยไม่รู้ว่ามันมีประโยชน์อะไรกับแบรนด์หรือเว็บไซต์ของคุณ ก็อาจจะทำให้คุณเสียเวลาเปล่า เพราะจะทำให้คุณผลิตเนื้อหาโดยไม่รู้ทิศทางและวิธีการที่ถูกต้อง การตั้งเป้าหมายในการทำ SEO ก่อนผลิตเนื้อหาสักชิ้นไปอยู่บนเว็บไซต์ของคุณ จึงเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก

รู้จักกลุ่มเป้าหมาย – หากคุณผลิตเนื้อหาออกมาได้เป็นอย่างดีแต่ไม่มีใครเข้ามาอ่าน หรือผลิตเนื้อหาออกมาแล้วแต่ไม่สามารถส่งไปถึงยังกลุ่มเป้าหมายได้นั้น ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอยู่ไม่น้อย ฉะนั้นการรู้จุดประสงค์ในการทำ SEO อย่างเดียวคงไม่พอ แต่ต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้ามาอ่านเนื้อหาของคุณด้วย

วางแผนช่องทางสื่อที่คุณต้องการใช้เป็นตัวช่วยในการทำ SEO – ในช่วงแรกการใช้สื่อช่องทางต่าง ๆ ที่จะเป็นตัวช่วยในการดึง traffic เข้ามายังเว็บไซต์ของคุณได้ แต่ในระยะยาวนั้น ก็ยังคงเป็นตัวช่วยเพื่อดึงกลุ่มเป้าหมายให้เข้ามาทำความรู้จักเว็บไซต์ของคุณได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่องทางเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็น social media เช่น Facebook, medium, linkedin เป็นต้น

นำผลลัพธ์ที่ได้มาวิเคราะห์ – มีเครื่องมือหลายตัวที่คุณสามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์ผลลัพธ์จากากการทำ SEO ได้ เช่น Google analytics ที่เป็นตัวช่วยวิเคราะห์ว่ากลุ่มคนที่เข้ามายังเว็บไซต์นั้นตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่คุณวางเอาไว้มากน้อยแค่ไหน แล้วยังดูได้ด้วยว่าคีย์เวิร์ดที่คุณใช้ในการทำ SEO นั้นช่วยดึงคนเข้าไปยังเว็บไซต์ของคุณได้หรือไม่

เช็ค feedback ที่คุณได้รับ – ผลตอบรับที่คุณได้รับจากคนอ่านหรือคนติดตามนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากเลยทีเดียวล่ะ เพราะมันช่วยบอกได้ว่าเนื้อหา SEO ที่คุณผลิตออกมานั้นสามารถตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาได้หรือไม่นั่นเอง อีกทั้งระหว่างการเช็คผลตอบรับ ก็ยังเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนอ่านเช่นกัน

นักการตลาดที่ดีนั้นควรมีการวางแผนการทำงานให้มองเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น หากคุณเป็นนักการตลาดหรือเจ้าของธุรกิจที่กำลังทำ SEO อยู่ล่ะก็ อย่าลืมนำเคล็ดลับทั้ง 5 ข้อนี้ไปใช้กับการสร้างเนื้อหา SEO ของคุณดู แล้วคุณจะมองเห็นเว็บไซต์ของคุณไปอยู่หน้าแรกของ search engine ได้อย่างแน่นอน

ทำ SEO ให้อยู่ในกรอบ

ทำ SEO อย่างไรให้สำเร็จ ตอบโจทย์ทุกธุรกิจในปัจจุบัน

ขั้นตอนการทำ SEO ที่ทุกธุรกิจต้องรู้

พื้นฐานของการทำธุรกิจที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือการโฆษณา ไม่ว่าจะธุรกิจใหญ่โตติดระดับโลกแค่ไหนก็ยังต้องมีการโฆษณาทั้งนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะทำธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งโดยไม่มีการโฆษณา ไม่ต้องมีใครรู้จักสินค้าหรือบริการของเราเลย ถ้าเป็นอย่างนั้นธุรกิจจะอยู่รอดได้อย่างไร การทำ SEO ถือเป็นหนึ่งในรากฐานของการโฆษณาในยุคปัจจุบัน เพราะสามารถทำได้ตั้งแต่ผู้เริ่มทำธุรกิจไม่มีเงินทุน ไปจนถึงธุรกิจใหญ่โตทุกระดับ แต่ที่สำคัญคือเราจะทำ SEO อย่างไรให้ประสบความสำเร็จเพื่อให้ผู้บริโภคได้รู้จักสินค้าหรือบริการของเรา การทำ SEO จะมีขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้

ขั้นตอนการทำ SEO ที่ทุกธุรกิจต้องรู้

กำหนด Keyword อันดับแรกต้องรู้ก่อนว่าสินค้าของเราคืออะไร แล้วในหมวดสินค้าดังกล่าวมีการค้นหาคำ Keyword ใน Google ว่าอะไรบ้าง ให้เรานำคำเหล่านั้นมาทำ SEO

มีเนื้อหาที่น่าสนใจ ไม่เพียงแต่แนะนำเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของตัวเองเท่านั้น แต่ในสิ่งที่นำเสนอควรเป็นเนื้อหาอื่นที่มีประโยชน์และมีความน่าสนใจและน่าติดตามบ้าง เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคเกิดความเบื่อหน่าย

ควรมี Keyword กระจายทั่วบทความ คำ Keyword ไม่ควรมากหรือน้อยจนเกิดไป และกระจายไปให้ทั่ว ๆ บทความ โดยเน้นถึงความเป็นธรรมชาติอ่านแล้วไหลลื่นเป็นหลัก ตรงส่วนไหนที่เห็นว่าสำคัญกับธุรกิจก็ให้เน้นหน่อยเพื่อให้ผู้อ่านได้จดจำผ่านจิตใต้สำนึก

จำนวนคำไม่ควรน้อยหรือมากไป ธรรมชาติของคนไทย ถ้าเรายังไม่สามารถดึงดูดความสนใจได้ภายใน 3 บรรทัดแรก ก็มีโอกาสที่ลูกค้าคนนั้นจะหลุดลอยไป ดังนั้นการทำ SEO ที่ดีไม่ควรมีจำนวนคำเยอะมากนัก ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับแต่ละธุรกิจด้วยว่าต้องการจะนำเสนอใคร

รูปและวิดีโอก็มีความสำคัญ รูปหรือวิดีโอเกี่ยวกับสินค้า การขายสินค้า การส่งสินค้า การรีวิวจากลูกค้า สำคัญมากในการทำตลอดออนไลน์ เพราะเว็บไซต์ของเราก็เปรียบเสมือนหน้าร้าน ดังนั้นการมีรูปและวิดีโอก็ช่วยให้การตัดสินใจซื้อทำได้ง่ายมากขึ้นทำ SEO อย่างไรให้สำเร็จ ตอบโจทย์ทุกธุรกิจในปัจจุบัน

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าการทำ SEO สามารถทำได้ในทุกธุรกิจ ถือเป็นรากฐานของการโฆษณาที่มีประสิทธิภาพมาก ลองนึกดูว่าการทำโฆษณาแบบนี้ไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงแค่อาศัยหลักการทำ SEO อย่างถูกต้องก็สามารถดันเว็บไซต์ของเราให้ขึ้นไปอยู่ในอันดับแรก ๆ บน Google ได้ เพียงแค่ผู้บริโภคพิมพ์คำ Keyword ที่เกี่ยวกับธุรกิจของเราเข้าไปก็จะเห็นเว็บไซต์ของเราเป็นอันดับแรก ๆ ส่งผลให้เกิดการซื้อขายได้ง่าย เมื่อรู้อย่างนี้แล้วธุรกิจไหนที่ยังไม่รู้จักการทำ SEO ขอให้เร่งศึกษาและรีบทำโดยด่วน เริ่มต้นเร็วกว่าย่อมได้เปรียบมากกว่า แต่ถ้ารู้ตัวว่าตามหลังคู่แข่ง ก็ยิ่งควรเริ่มทำ SEO ให้เร็วที่สุด