ทำไมแบรนด์ส่วนใหญ่หันมาทำ SEO

ทำไมแบรนด์ส่วนใหญ่หันมาทำ SEO

เราจะเห็นตามเว็บไซต์ประกาศรับสมัครงานรวมถึงการตามหาผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้มาเป็นคนทำ SEO ให้กับแบรนด์หลายแบรนด์ ซึ่งสัญญาณนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการทำการตลาดออนไลน์มากเลยทีเดียวล่ะ ว่าแต่จะเป็นเพราะอะไร ทำไมแบรนด์ถึงหันมาทำ SEO กันมากขึ้น มาติดตามกันเลยดีกว่า

เหตุผลที่แบรนด์ทำไมต้องทำ SEO

ให้ผลลัพธ์ในระยะยาวที่ดีกว่าการโฆษณา : การทำโฆษณานั้น จะทำให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นไปอยู่บนหน้าแรกของ Google ในช่วงระยะเวลาที่เงินเหลือเท่านั้น แต่เมื่อไหร่ที่คุณไม่จ่ายเงินต่อ ก็มีโอกาสทำให้เว็บไซต์ร่วงออกไปจากหน้าแรก ๆ ของ Google ได้ โดยเราสามารถสรุปได้สั้น ๆ ว่าการทำโฆษณามีประโยชน์ก็จริง แต่มันอาจไม่ยั่งยืนในระยะยาวนั่นเอง

รองรับการค้นหาของลูกค้าแบบ organic : พฤติกรรมของคนสมัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีหาข้อมูลของสินค้าหรือบริการที่ตัวเองสนใจมาเป็นการค้นหาบนช่องทางออนไลน์รวมถึง Google ด้วย ไม่ว่าจะซื้อสินค้าหรือมีปัญหาอะไร คนเรามีแนวโน้มที่จะใช้ช่องทางออนไลน์เป็นพื้นที่สื่อสารของตัวเองมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ฉะนั้นการติดอันดับ SEO ได้ก็มีโอกาสทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักคุณมากขึ้น

ต้นทุนไม่สูงเหมือนค่าโฆษณา : หากเปรียบเทียบเรื่องของต้นทุนในรูปแบบของเงินนั้น เราสามารถบอกได้ว่า SEO จะทำให้คุณประหยัดเงินในระยะยาวได้มากกว่าหลายเท่าเลยทีเดียว เพราะการโฆษณานั้น คุณจะต้องประมูลค่าโฆษณาแข่งกับคู่แข่งตลอดเวลา อีกทั้งยังต้องใช้งบประมาณที่สูงกว่าสำหรับ keyword ที่เป็นคำสั้น ๆ อีกด้วย

SEO เป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาดออนไลน์ที่ได้ผล : มีแบรนด์ส่วนใหญ่ที่หันมาทำ SEO แล้วได้ลูกค้าเป็นจำนวนมาก นั่นเป็นเพราะลูกค้าให้ความเชื่อมั่นกับอันดับที่เป็น organic มากกว่าอันดับที่มาจากโฆษณา และเมื่อติด อันดับ SEO แล้ว โอกาสที่ลูกค้าจะกดซื้อหรือกรอกข้อมูลเพื่อขอซื้อบริการก็ย่อมมีมากกว่าแบรนด์ที่ไม่ได้อยู่บนหน้าแรก ๆ ของ Google เลย

การทำ SEO ให้ติดหน้าแรกของ search engine ถือเป็น digital asset ของแบรนด์ : ทรัพย์สินที่มีค่าอย่างหนึ่งของแบรนด์บนโลกออนไลน์นั่นก็คือเว็บไซต์ หากธุรกิจของคุณเป็นธุรกิจประเภทที่ต้องมีการรวมทุนหรือสร้างขึ้นมาเพื่อขายไป การติดอันกับ SEO จะทำให้เว็บไซต์ของคุณรวมถึงแบรนด์มีมูลค่าที่สูงขึ้นตามไปด้วย แล้วยังมีอำนาจต่อรองบนช่องทางออนไลน์กับนักลงทุนมากกว่าอีกด้วย

เห็นไหมว่าการทำ SEO นั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่การไต่ขึ้นไปอยู่บนหน้าแรกของ search engine เพื่อเป็นเว็บไซต์ที่กลุ่มเป้าหมายของคุณจะเลือกคลิกเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์และมีข้อดีหลายข้อมากเลยทีเดียว และนี่ก็คือสาเหตุสำคัญที่แบรนด์ต่าง ๆ หันมาทำ SEO กัน

เหตุผลที่แบรนด์ทำไมต้องทำ SEO

นอกจาก SEO ยังต้องรู้จัก Facebook Broadcast ลูกเล่นใหม่ล่าสุดปี 2020

นอกจาก SEO ยังต้องรู้จัก Facebook Broadcast

Facebook เป็น Social Media ที่มีจำนวน User กว่าหลายล้านคน ทำให้เหล่านักการตลาดและแบรนด์สินค้าหรือบริการต่าง ๆ จึงใช้ Facebook ในการสร้างฐานลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ทำให้ Facebook ได้พัฒนาลูกเล่นใหม่ให้กับ User นักธุรกิจ แบรนด์สินค้าหรือนักการตลาด ใครที่คุ้นเคยกับ SEO อย่างเดียวนั้น ไม่เพียงพอแล้ว

Facebook Broadcast ลูกเล่นใหม่ล่าสุดในปี 2020 ที่นักการตลาดหลายคนใช้เพื่อแจ้งให้กลุ่มเป้าหมายทราบถึงสาระความรู้ของสินค้าหรือบริการ และแจ้งโปรโมชั่นใหม่

ข้อดีของการทำ Facebook Broadcast มีดังนี้

เจอกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น แม้ว่าการทำ SEO ให้กับคอนเทนต์ในเว็บไซต์หรือ Social จะช่วยดึงความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายได้ แต่การใช้ Broadcast เพื่อแจ้งรายละเอียดที่น่าสนใจ เช่น โปรโมชั่นล่าสุด หรือคอนเทนต์ที่น่าสนใจให้กับกลุ่มเป้าหมายได้ทราบ และยังเป็นวิธีที่ช่วยกระตุ้นความสนใจกลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าเก่าให้กลับมาใช้บริการหรือซื้อสินค้าซ้ำได้

ช่วยลดความยุ่งยากในการตอบคำถาม เนื่องจาก Broadcast สามารถตั้งค่าให้ตอบคำถามอัตโนมัติได้ ทำให้นักขายของออนไลน์จึงไม่ต้องเสียเวลาในการตอบคำถามลูกค้าทั้งหมดด้วยตัวเอง

Facebook Broadcast เป็นบริการใหม่ล่าสุดที่ยังไม่มีการเรียกเก็บค่าบริการ ทำให้นักการตลาดหรือนักขายของออนไลน์ได้ลองใช้ได้แบบฟรี ๆ ซึ่งหากทำควบคู่ไปกับการทำ SEO บนเว็บไซต์ โดยนำบทความหรือคอนเทนต์ SEO ที่กลุ่มเป้าหมายสนใจ Broadcast ไปยัง Inbox จะช่วยสร้าง Traffic เข้าสู่เว็บไซต์หลักด้วย

เทคนิคการตลาดที่ควรทำควบคู่ไปกับการ Broadcast มีดังนี้

คัดสรรกลุ่มเป้าหมายหลักด้วยการสร้างกลุ่ม Facebook ตั้งเป้าหมายหลักในการสร้างกลุ่มเกิดขึ้นเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้ใช้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งการสร้างกลุ่ม สามารถช่วยให้นักการตลาดหรือนักขายของออนไลน์สามารถนำคอนเทนต์ SEO ที่น่าสนใจและมีความเฉพาะเจาะจงเพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายให้เข้ามาหาได้ เมื่อมีกลุ่มเป้าหมายหลักอยู่ในมือ การขายสินค้าหรือบริการก็สามารถสร้างยอดขายได้ดีกว่าการโพสต์ขายสาธารณะ เช่น การสร้างกลุ่มเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการขายของออนไลน์ สามารถขายหนังสือ E-book หรือคอร์สเรียนแบบเจาะลึกให้กับสมาชิกในกลุ่ม เป็นต้น การทำ Facebook Broadcast ควบคู่ไปกับการสร้างกลุ่ม เนื่องจากสมาชิกในกลุ่มบางคนอาจไม่มีเวลามากพอในการติดตามเนื้อหาที่มากมายในกลุ่ม การ Broadcast เฉพาะเนื้อหาที่น่าสนใจให้กับสมาชิกใน Inbox จึงเป็นวิธีในการทำการตลาดที่ช่วยสร้างการย้ำเตือนและกระตุ้นให้สมาชิกดังกล่าวกลับมาให้ความสนใจอีกครั้ง

VDO Content สร้างการรับรู้ ด้วยไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบันมีความเร่งรีบมากขึ้นและหมดความสนใจง่าย การสร้างวีดีโอที่มีความยาว 2 – 3 นาทีแต่มีเนื้อหาที่น่าสนใจ จะช่วยให้ส่งผลดีต่อสินค้าหรือบริการได้มากกว่า

ใช้เทคนิค Call to Action แม้ว่า Facebook Broadcast จะสามารถเรียกร้องความสนใจกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี แต่ก็ควรสร้างปุ่ม Call to Action เพื่อกระตุ้นการตอบสนองของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเร่งเร้าให้เกิดการตัดสินใจที่รวดเร็วมากขึ้นด้วย

การศึกษาวิธีใช้ Facebook Broadcast ควบคู่ไปกับเทคนิคการสร้าง SEO คอนเทนต์ เป็นวิธีที่ช่วยลดระยะเวลาในการสร้างฐานลูกค้า และยังทำให้นักการตลาดและนักขายของออนไลน์สามารถสร้างรายได้ให้มากขึ้นได้

ข้อดีของการทำ Facebook Broadcast

Ubersuggest มีประโยชน์ต่อบทความ SEO อย่างไรบ้าง

Ubersuggest มีประโยชน์ต่อบทความ SEO อย่างไรบ้าง

Ubersuggest คือ โปรแกรมที่ช่วยในการผลิตบทความ SEO ที่มีคุณภาพตามที่ Google กำหนด เพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันกับเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่มีการใช้ keyword เดียวกันให้ดียิ่งขึ้น ซึ่ง Ubersuggest ยังมีการระบบการเก็บรวบรวมสถิติด้านต่าง ๆ ที่ช่วยให้ผู้ทำเว็บไซต์นำไปพิจารณาปรับใช้ เพื่อต่อยอดให้การสื่อสารบทความ SEO ถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ

มาทำความรู้จักกับ Ubersuggest

Ubersuggest เป็นโปรแกรมที่คิดค้นโดยนักการตลาดชื่อ Neil Patel ซึ่งในยุค 2020 ได้รับความนิยมใช้และบอกต่ออย่างแพร่หลาย เพราะหลังการทำเจ้าของเว็บไซต์จะสังเกตได้ว่า อันดับ SEO ดีขึ้น เว็บไซต์ปรากฏอยู่ในหน้าต่างหน้าแรกของ Google บ่อยขึ้น Ubersuggest ได้รับความสนใจจากผู้ทำเว็บไซต์ SEO ที่เป็นคนรุ่นใหม่ เพราะที่ไม่ต้องใช้ระยะเวลาในการเรียนรู้มาก และใช้ได้กับการเลือก keyword ที่คนสืบค้นใน Google ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

มีการวิเคราะห์ว่า คนไทยผู้ใช้งาน Google เพื่อหาข้อมูล โดยเฉพาะกลุ่มอายุช่วงวัยรุ่นและวัยทำงาน 18-25 ปี จะนิยมใช้ keyword ภาษาไทยในการหาร้านค้า เช่น ใช้คำว่า เครื่องสำอาง ผิวขาวกระจ่างใส มากกว่าการใช้คำว่า Whitening Cream หรือการหาชื่อ ร้านดอกไม้ออนไลน์ ร้านดอกไม้รับปริญญา มากกว่าการใช้คำว่า Flower Shop Online เป็นต้น

Ubersuggest จึงเป็นเหมือนเลขาที่ช่วยให้ผู้คิดบทความ SEO เลือกคำได้เหมาะสม สื่อสารได้ตรงใจผู้อ่านยิ่งขึ้น โดย Ubersuggest สามารถที่จะแสดงค่าสถิติที่ผู้ทำเว็บไซต์ SEO เลือก keyword เพื่อการคิดส่วนหัวข้อ (title) ส่วนบทย่อ (meta-description) และเนื้อหา (content) ได้ ดีขึ้น ดังนี้

ค่า search volume

เป็นตัวเลขที่แสดงถึงศักยภาพในการแข่งขันของ keyword หนึ่ง ๆ การเลือกใช้ keyword ที่มีค่านี้สูง ก็เท่ากับโอกาสที่บทความจะได้รับความสนใจจากผู้อ่าน เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการมากขึ้น

ค่า search difficulty

แสดงถึง อำนาจในการแข่งขันของ keyword หนึ่ง ๆ ที่จูงใจให้คนคลิกเข้ามาอ่านข้อมูลในเว็บไซต์มากกว่าคำอื่น ๆ ควรเลือกคำที่มีค่านี้สูง เพราะบทความจะโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์มาก

ค่า paid difficulty

เป็นค่าตัวเลขที่เหมาะกับคนที่สนใจทำการตลาดให้เว็บไซต์แบบโฆษณา หรือทำ SEM (search engine marketing) เพราะถ้าเลือกคำที่มีค่านี้สูงจะมีโอกาสผลิตบทความที่คุ้มค่ากับการโฆษณามากขึ้น เป็นคำที่คนสนใจมาก และช่วยกระตุ้นให้เกิดยอดซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นได้

จะเห็นได้ว่า Ubersuggest เป็นตัวช่วยที่ทำให้การเลือกใช้ keyword SEO ของทุกเว็บไซต์เหมาะสมยิ่งขึ้น เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้คนทำเว็บไซต์ SEO ยุคใหม่สนใจดาวน์โหลดโปรแกรมใช้ฟรีตัวนี้มาทดลอง และศึกษาวิธีการใช้งานให้คุ้มค่า เพื่อที่จะได้ลดต้นทุนทางธุรกิจ และยังได้ประสิทธิภาพในการทำธุรกิจออนไลน์ที่เป็นมืออาชีพมากขึ้น

มาทำความรู้จักกับ Ubersuggest

Ubersuggest มีอะไรน่าสนใจที่คนทำเว็บไซต์ SEO ต้องรู้

Ubersuggest มีอะไรน่าสนใจที่คนทำเว็บไซต์ SEO ต้องรู้

Ubersuggest เป็นโปรแกรมตัวช่วยที่ดีสำหรับผู้ทำเว็บไซต์ SEO ให้เห็นพัฒนาการและจุดอ่อนของตัวเองในระหว่างขั้นตอนการทำ SEO ที่ต้องมีคุณสมบัติตามกฎเกณฑ์ที่ Google กำหนดอย่างสม่ำเสมอ

หากทำ SEO ได้ดี จะช่วยให้เว็บไซต์นั้น ถูกแสดงผลในหน้าแรกอันดับต้น ๆ เมื่อมีการพิมพ์ค้นหาด้วย keyword หนึ่ง ๆ ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันทางธุรกิจออนไลน์ได้ยิ่งขึ้น

Ubersuggest เป็นเครื่องมือที่ทุกคนสามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรีจาก https://neilpatel.com/ubersuggest/ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญการตลาดออนไลน์ให้ความเห็นว่าเหมาะกับการเรียนรู้เพื่อส่งเสริม SEO ให้เว็บไซต์ธุรกิจทุกประเภท

เพราะระบบการทำงานออกแบบมาดี ให้สามารถประมวลผลได้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษใน keyword ที่ครอบคลุมธุรกิจที่หลากหลาย ทั้งด้านสินค้าสุขภาพ แฟชั่น เครื่องใช้ในครัวเรือน เฟอร์นิเจอร์ รถยนต์ อุปกรณ์ไอที ฯลฯ

Ubersuggest ถูกสร้างมาเพื่อช่วยผู้ทำเว็บไซต์ SEO ใน 3 ด้าน คือ

ช่วยในการหา keyword ที่ดีที่สุด keyword สำคัญกับการคิดหัวข้อและรายละเอียดในบทความ Ubersuggest จะแสดงค่าสถิติที่จำเป็น เช่น อัตราการค้นหาคำสำคัญต่าง ๆ ใน 1 เดือนและมีการระบุนิยามว่า ให้รู้ว่าคำที่นิยมมาก (High) หรือนิยมน้อย (Low)

นอกจากนี้ ยังสามารถแสดงประสิทธิภาพในการแข่งขันของ keyword ให้คุณดูได้ว่า เมื่อใช้ในการผลิตบทความแล้ว จะดึงดูดคนอ่านให้คลิกเข้ามาได้มากน้อยเพียงใด

ใช้วิเคราะห์ค่า traffic ในการเข้าชมในเว็บไซต์ เพียงเจ้าของเว็บไซต์ใส่โดเมนและเลือกประเทศของกลุ่มคนเป้าหมาย หลังจากนั้น กดคำว่าค้นหา ระบบของ Ubersuggest จะแสดงให้เห็นถึงว่า แต่ละเดือนมีสัดส่วนการคลิกเข้ามาชมมากน้อยเพียงใด โดยเป็นเฉพาะสถิติจาก organic SERPs ที่มาจากการจัดอันดับ SEO โดยตรง ไม่นับรวมส่วน Paid SERPs ที่มาจากการจ้างโฆษณา จึงทำให้เห็นตัวเลขที่เปรียบเทียบผลการทำ SEO ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ระบบจะมีคำกำกับเป็นนิยมว่า ยอดเยี่ยมหรือ Great หากมีค่า traffic สูง ให้คุณได้มั่นใจด้วย แต่หากค่า traffic น้อย ระบบจะมีส่วนวิเคราะห์แนะนำให้แก้ไขอย่างตรงจุด

ใช้เพื่อวิเคราะห์คุณภาพ SEO หลังจากใส่ชื่อโดเมนแล้ว ให้คลิกปุ่มวิเคราะห์ SEO จะแสดงให้เห็นว่าส่วน on- page SEO และ off-page SEO ที่ทำสะสมข้อมูลมาเรื่อย ๆ ของเว็บไซต์คุณได้คะแนนอยู่ในเกณฑ์เท่าไหร่

ทั้งยังมีการวิเคราะห์ความแข็งแกร่งของเว็บไซต์ในการแข่งขันทางธุรกิจในมุมมองของระบบ algorithm ให้ดูด้วยว่าอยู่ในเกณฑ์ระดับกี่ดาวและควรต้องเร่งแก้ไขในจุดใดบ้าง

จะเห็นได้ว่า Ubersuggest เป็นตัวช่วยในการทำ SEO ที่ดีจึงไม่น่าแปลกใจที่คนทำเว็บไซต์มืออาชีพ จะศึกษาการใช้โปรแกรมตัวนี้และนำไปต่อยอด เพื่อเสริมสร้างความสำเร็จให้ธุรกิจออนไลน์ได้อย่างยั่งยืน

Ubersuggest ถูกสร้างมาเพื่อช่วยผู้ทำเว็บไซต์ SEO

เว็บไซต์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านผิวพรรณ ต้องใช้ keyword SEO อย่างไรดี

เว็บไซต์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านผิวพรรณ ต้องใช้ keyword SEO อย่างไร

การทำธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ด้านผิวพรรณ จำเป็นจะต้องเลือก keyword SEO ที่เหมาะสม เพราะเป็นประเภทธุรกิจที่มีการแข่งขันกันสูง หากใช้ keyword ที่ไม่ตรงกับการสืบค้นใน Google search ก็จะทำให้เสียโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมาย และทำให้ธุรกิจเติบโตช้ากว่าที่ควร การเลือก keyword ตามหลัก SEO หรือ search engine optimization สำหรับธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผิวพรรณชายหญิง ควรมีองค์ประกอบต่อไปนี้ในบทความและหัวข้อเสมอ

องค์ประกอบ การเลือก keyword ตามหลัก SEO

1. สีและลักษณะของผิว

สีผิวที่นำมาใช้แบ่งเป็น 2 อย่าง คือ สีผิวที่ไม่สวยงามที่เป็นปัญหาของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของผลิตภัณฑ์ และสีผิวหลังการแก้ไขปัญหา หรือสีผิวที่ลูกค้าต้องการถูกปรับเปลี่ยนให้เป็น ตัวอย่างสีผิวที่เป็นปัญหา ได้แก่ ผิวหมองคล้ำ ฝ้ากระบนใบหน้า สีผิวไม่เนียน สีไม่สม่ำเสมอ และสีผิวแบบที่คนต้องการก็คือ ผิวขาว ผิวสวย แลดูกระจ่างใส ผิวใสแบบวัยรุ่น ผิวเรียบเนียน เป็นต้น

2. คำกิริยาที่เกี่ยวกับการดูแลผิวพรรณ

สิ่งที่เราทุกคนทำกับผิวมีกิริยาหลากหลาย ตั้งแต่ การล้างหน้า นวดหน้า ทาครีมที่ใต้ดวงตา ทาครีมกันแดด การสครับ การขัดหน้า ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีรายละเอียดในทางปฏิบัติที่คนต้องการศึกษาว่าวิธีใดที่ถูกต้อง หากนำคำเหล่านี้มาเป็น keyword SEO ในบทความ ที่มีการแนะนำผลิตภัณฑ์สินค้าของคุณ ว่าตอบโจทย์ด้านใด ก็มั่นใจได้เลยว่าจะสามารถเพิ่มยอดขายให้กับสินค้าได้มากขึ้น

3. ลักษณะของเนื้อสินค้า

ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิว มีลักษณะเนื้อหลายแบบ เช่น เนื้อครีม โฟม เจลเซรั่ม น้ำตบ มาร์ค สครับพอกหน้า แป้งฝุ่น แป้งพัฟ คุชชั่น ฟลูอิดเจล ฯลฯ ลักษณะของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ สามารถนำมาใช้เป็น keyword SEO เพื่อขยายความผลิตภัณฑ์ของคุณ ทั้งสามารถให้ความรู้ถึงความแตกต่างของแต่ละสูตร และใส่เรื่องรายละเอียดของส่วนประกอบส่วนผสมสำคัญในผลิตภัณฑ์แบรนด์ของคุณลงไป จะจูงใจผู้อ่านให้กลายมาเป็นลูกค้าของแบรนด์คุณได้มากขึ้น

4. เคล็ดลับหรือเทคนิคพิเศษต่าง ๆ

การใช้คำว่าเคล็ดลับหรือเทคนิค เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ผู้อ่านคลิกเข้ามาชมข้อมูลในเว็บไซต์ได้ง่ายที่สุด เพราะทุกคนต้องการรู้ข้อมูลใหม่ ๆ ที่เป็นเคล็ดลับเฉพาะ เพื่อนำไปทดลองปฏิบัติตามอย่างรวดเร็ว ขอเพียงมีข้อมูลที่อัปเดต ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายเป็นกันเองกับคนอ่าน แจกแจงวิธีทำเป็นข้อ ๆ หรือทำเป็นตารางสรุป ก็จะถูกใจลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ ให้เข้ามาอ่านข้อมูลบ่อย ๆ ทำให้อันดับ SEO สูงขึ้นและมีโอกาสจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

เราหวังว่า เทคนิคการเลือก keyword SEO ที่กล่าวมา จะช่วยให้ทุกท่านที่ทำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผิวพรรณจำหน่ายบนช่องทางออนไลน์ ได้แนวทางในการเขียนบทความและหัวข้อที่ดึงดูดใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

การเลือก keyword ตามหลัก SEO

SEO มีข้อดีข้อเสียอย่างไร..รู้แล้วต้องบอกต่อ

SEO มีข้อดีข้อเสียอย่างไร รู้แล้วต้องบอกต่อ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำ SEO เป็นที่กล่าวถึงอย่างมากในวงการธุรกิจออนไลน์ เพราะสามารถช่วยส่งเสริมการขายจากการถูกสืบค้นได้เป็นอันดับต้น ๆ ในหน้าเพจของ search engine ต่าง ๆ แต่กระนั้นก็ยังมีหลายคนที่ข้องใจและลังเลใจในการปรับเว็บไซต์ให้เป็นระบบ SEO เราจึงได้รวบรวมข้อดีข้อเสียของการปรับปรุงเว็บไซต์ให้เป็นระบบ SEO มาฝากกัน

SEO มีข้อดีข้อเสียอย่างไร

ข้อดีของการทำ SEO

– ช่วยให้ธุรกิจคุณประหยัดต้นทุนทางการโฆษณาได้มากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องจ่ายสตางค์ตามจำนวนการคลิกอ่านหรือ pay per click (PPC) อย่างการโปรโมตด้วยวิธีอื่น ๆ

– มั่นใจว่าไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแฝงจาก search engine ในการทำให้อันดับถูกปรับเป็นระดับท็อปต้น ๆ ของการสืบค้น

– สบายใจได้เลยว่าไม่มีบริษัทใดครองตำแหน่งอันดับหนึ่ง สอง สาม ของการสืบค้นด้วย search engine ได้ เพราะระบบอัลกอริทึ่มมีความอัจฉริยะและมีตรรกะที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัว ไม่สามารถผูกขาดหรือซื้อตำแหน่งได้

– บริษัทที่มุ่งมั่นพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นระบบ SEO ย่อมได้รางวัลแห่งการพยายามเป็นอันดับที่ดีในการค้นหาเพจ ซึ่งเท่ากับว่าจะเป็นการเพิ่มยอดขายให้แก่บริษัททั้งจากลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ด้วย

– คุณจะได้รับการโปรโมตเว็บไซต์แบบออนไลน์ 24 ชั่วโมง (โดยไม่ต้องจ่ายสตางค์เพิ่ม) เพราะลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจากทั่วโลกที่มีช่วงกลางวันกลางคืนไม่เท่ากัน ล้วนสามารถสืบค้นเจอเว็บไซต์ของคุณได้พบตลอดเวลา หากมีอันดับที่ดีในเพจการค้นหาด้วย search engine ต่าง ๆ ไม่ว่า yahoo , กูเกิ้ล , Bing เป็นต้น

– ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรของคุณ แลดูทันสมัยและเป็นที่น่าเชื่อถือของลูกค้า ว่าจะได้รับสินค้าและบริการที่มีความใหม่ทางเทคโนโลยี หรือบริการที่มีการปรับปรุงในจุดอ่อนแบบเดิม ๆ

SEO มีข้อดีข้อเสีย รู้แล้วต้องบอกต่อ

ข้อเสียของการทำ SEO

– คุณต้องเสียค่าใช้จ่ายแบบรายหกเดือนหรือรายหนึ่งปี เพื่อที่จะจ้างบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญมาทำ SEO อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการสะสมดาต้าทางเทคนิคที่มากพอสำหรับการถูกประมวลด้วย algorithms ของ search engine อย่าง ระบบ PANDA

– คุณจะไม่ได้เห็นผลลัพธ์ในระยะเวลาแค่ภายในไม่กี่วันอย่างการโปรโมตอื่น ๆ ฉะนั้นหากต้องการเร่งการโปรโมต หรือนำเสนอโปรโมชั่นเพื่อสนับสนุนการขายอย่างมากในช่วงเทศกาล เช่น ปีใหม่ , วาเลนไทน์ , วันคนโสดทั่วโลก (วันที่ 11 เดือน 11 ของทุกปี) ก็ต้องใช้วิธีโหมกระแสโฆษณาอื่น ๆ ช่วย

– ไม่สามารถหยุดนิ่งการพัฒนาเว็บไซต์หรือการอัพเดตได้เลย เพราะคุณจะถูกคู่แข่งเจ้าอื่น มาแย่งพื้นที่บนหน้าสืบค้นอันดับต้น ๆ ไป

จะเห็นได้ว่าข้อดีข้อเสียของการทำ SEO ที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจออนไลน์ต้องประเมินพิจารณาให้รอบด้านก่อนการจ้างงาน SEO เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุนอย่างที่สุด

4 คำจำเป็น สำหรับผู้เริ่มทำความเข้าใจ SEO

4 คำจำเป็น สำหรับผู้เริ่มทำความเข้าใจ SEO

ยุคสมัยนี้ (2018) จำเป็นที่นักธุรกิจต้องเรียนรู้การทำการตลาดออนไลน์ด้วย SEO เพื่อเป็น หน้าบ้าน หรือ ช่องทาง ที่มีประสิทธิภาพดี เชิญชวนให้ลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมสินค้าเลือกซื้อสินค้า-บริการภายในเวบเพจ ซึ่งกว่าจะถึงจุดที่ลูกค้า ตัดสินใจ ว่าจะเลือกซื้อสินค้าต่าง ๆ หรือเลือกใช้บริการ เช่น จองทัวร์ จองโรงแรม จองสนามกอล์ฟ ของทางเว็บไซด์ ต้องขึ้นกับอะไรบ้าง?

เราได้รวบรวมสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่ต้องรู้ ก่อนการเริ่มทำ SEO สำหรับนักธุรกิจออนไลน์ มือใหม่ มาฝากกันไว้ที่นี่แล้ว

1. SEO

คำว่า SEO คุณอาจเคยผ่านตา แต่หากไม่รู้ว่าคืออะไร ก็เป็นอันว่า จบ อย่างแน่นอน SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นวิธีการที่ทำให้เว็บเพจขึ้นอันดับต้น ๆ จากการ search หาของผู้คนทั่วโลก บน search engine ต่าง ๆ เช่น กูเกิ้ล ยาฮู และบิง เป็นต้น การทำให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นอันดับต้น ๆ ก็ต้องมีการช่วงชิงทำเลออนไลน์ ไม่ต่างจากการจับจองพื้นที่ขายที่ดีที่สุดในชีวิตจริงของแม่ค้านั่นเอง

2. คีย์เวิร์ด

Keywords เป็นคำที่กลุ่มเป้าหมายใช้ค้นหาสินค้าและบริการ ซึ่งคุณควรศึกษาวิจัยมาก่อน ว่าลูกค้าของคุณมองหาอะไรบ้าง ทั้งนี้มีโปรแกรมช่วยหลายชนิดในการตอบโจทย์นี้ เพราะการเลือกคีย์ฯ ที่เหมาะสมจะทำให้เกิดการเชื่อมโยงกับเนื้อหาภายในเว็บไซต์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เปรียบได้กับแม่ค้าขายหมูปิ้ง ก็ต้องติดป้ายหรือร้องเรียกลูกค้า ด้วยคำพูด หรือ คีย์เวิร์ดว่า หมูปิ้ง อร่อย ไม่แพง สะอาด เป็นต้น

3. SERPs

เป็นผลลัพธ์จากการค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดนั้น ๆ SERPs มาจาก Search Engine Result Pages จึงเป็นสิ่งที่คุณใช้เช็คได้ง่าย ๆ ว่า คีย์ในคอนเท้นต์ของคุณ work หรือไม่ ด้วยการพิมพ์ใน search engine ต่าง ๆ เช่น หมูปิ้ง แล้วดูผล SERPs ว่ามี เพจขายหมูปิ้ง ของร้านคุณขึ้นมาหรือไม่ หากมีก็แสดงว่าเนื้อหาในเว็บไซต์ของคุณย่อมปรากฎแก่สายตาลูกค้ามหาชนเช่นเดียวกัน พูดง่าย ๆ ว่าลูกค้าย่อมเห็นหน้าร้านคุณเช่นเดียวกับที่คุณเห็น และมีโอกาสสูงที่คุณจะได้ ขายของ นั่นเอง

4. URL

ยูอาร์แอล ย่อมาจาก Uniform Resource Locator เป็นเหมือนคำวลีสั้น ๆ ที่คุณสามารถเลือกคำใส่ลงไปได้ เพื่อให้แสดงในการค้นหาเว็บฯ ซึ่งนิยมให้มีคำในคีย์เวิร์ดอยู่ในนั้น และควรเลี่ยงการใช้ตัวอักษรไทยและใช้เครื่องหมายขีดกลางแทนการเว้นวรรค จะช่วยให้ลดปัญหา ERROR ในการสืบค้นได้

เป็นอย่างไรบ้าง กับ 4 คำเริ่มต้นของผู้เริ่มทำความเข้าใจกับ SEO ซึ่งยังมีความรู้อีกมากที่รอให้คุณเรียนรู้ เพื่อการทำให้ธุรกิจของคุณรุดหน้าและแข่งขันกับ เจ้าอื่น ได้ ในช่วงเวลาที่โลกหมุนเร็ว ทวีคูณแบบคูณสาม คูณสี่ อย่างในปัจจุบัน

ก่อนการเริ่มทำ SEO สำหรับนักธุรกิจออนไลน์

5 เคล็ดลับทำ SEO เพิ่มยอดผู้ชมเว็บไซต์ง่ายและรวดเร็ว

เพิ่มยอดขาย โดยใช้ SEO เป็นตัวช่วย

ทุกวันนี้การตลาดดิจิทัลกำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ใครไม่ตามกระแสมีโอกาสหลุดจากเครื่องมือค้นหาอย่างกูเกิล เวลาผู้ใช้ใส่คีย์เวิร์ดหาสิ่งที่ต้องการ เว็บอื่นที่แสดงผลอยู่หน้าแรกของการค้นหาแซงหน้าแย่งยอดขายไปหมดกว่าจะตกมาถึงเว็บของเรา แนะนำเคล็ดลับการทำ SEO ที่ง่ายและรวดเร็ว แม้แต่มือใหม่สามารถเริ่มต้นใช้งานได้ทันทีเพื่อปรับปรุงจำนวนผู้เข้าชมในเว็บไซต์ให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากขึ้น ดังต่อไปนี้

1.การทำ SEO ด้วยการใส่คีย์เวิร์ดในบทความนั้นสำคัญมากกว่าที่คุณนึกถึง มีน้ำหนักในเรื่องความน่าเชื่อถืออีกด้วย การอัปเดตบทความต่อเนื่องมีผลโดยตรงต่อการจัดอันดับการค้นหาของ Google แต่การจัดอันดับไม่ได้มองว่าจะต้องใหม่ถอดด้ามเสมอไป คุณสามารถอัปเดตเนื้อหาที่ปรับแต่งเพิ่มเล็กน้อย เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการจัดอันดับก็ได้ จุดเริ่มต้นที่ดีคือการใช้ Google Analytics เพื่อระบุเนื้อหาอันดับดีที่สุด 10 อันดับ ดูว่าคุณสามารถเปลี่ยนแปลงเนื้อหาให้ได้รับความนิยมแบบนั้นได้อย่างไร แต่ต้องระวังอย่าปรับเปลี่ยนมากเกินไปจนสูญเสียเอกลักษณ์ของตัวเอง เพราะบทความที่ดีต้องทั้งใหม่และไม่ซ้ำใคร นั่นเป็นข้อดีที่ทำให้บทความได้รับความนิยมจากผู้อ่าน

2.โครงสร้างเว็บที่ต้องมีการออกแบบการเชื่อมโยงภายในเพื่อให้ผู้ชมเข้าไปดูหน้าอื่น ๆ ในเว็บไซต์ ไม่ใช่เข้ามาดูหน้าเดียวแล้วออกไป ควรเพิ่มการเชื่อมโยงซึ่งกันและกันระหว่างเนื้อหาใหม่และเนื้อหาเก่าด้วย ยิ่งดึงดูดผู้ใช้อยู่ในเว็บไซต์ของคุณนานเท่าใด จะเป็นดัชนีสำคัญทำให้ Google จัดอันดับหน้าเว็บของคุณให้สูงขึ้นในผลการค้นหา

3.พาดหัวข่าวและหัวข้อย่อยให้โดดเด่นน่าสนใจ มีความชัดเจนและกระตุ้นให้อยากรู้แล้วคลิกเข้าอ่าน เนื้อหาควรมีความยาวระหว่าง 500-700 คำ Google มองเห็นพาดหัวและหัวข้อย่อยได้ง่ายกว่าเนื้อหาหลักของบทความ โดยตรวจสอบให้แน่ใจว่าคำหลักบนชื่อบทความและหัวข้อย่อยมีทำที่ตรงกับคีย์เวิร์ดหลัก

4.เพิ่มประสิทธิภาพการแสดงผลเว็บไซต์บนมือถือ เรื่องนี้มีความจำเป็นในการทำการตลาด อ่านง่ายและโหลดเร็วทั้งแพลตฟอร์มเดสก์ท็อปและโทรศัพท์มือถือ ในอนาคตคำค้นหาทั้งหมดจะได้รับการจัดอันดับตามฐานข้อมูลมือถือ วิเคราะห์ว่าเว็บไซต์ของคุณทำงานได้ดีแค่ไหนบนมือถือและปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยทั่วไปมักประสบปัญหาในการใช้งานที่ช้าเนื่องจากมักเกิดจากการใช้ Javascript และ HTML

5.การจัดอันดับเริ่มเข้มงวด หลังจาก Google เริ่มใช้โครงสร้างอัลกอริทึ่ม Panda และ Penguin โดย Panda จะคัดกรองเนื้อหาที่มีเนื้อหาคุณภาพต่ำ เนื่องจากคัดลอกข้อมูลมาจากเว็บอื่น ทำให้มีบทความเต็มไปหมด แต่ไม่ได้เขียนเองเลย จะถูกตัดออกไปจากหน้าการค้นหาของกูเกิล ส่วน Penguin จะตรวจจับเว็บไซต์ที่สปินบทความ ใส่คีย์เวิร์ดมากจนอ่านไม่รู้เรื่อง หรือฝากลิงก์ เข้าข่ายว่าเป็นสแปมและถูกตัดจากการค้นหาเช่นกัน

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เจ้าของธุรกิจจะต้องทำ SEO อย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเขียนบทความที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งส่งผลต่อการจัดอันดับที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อผู้ค้นหาอย่างแท้จริง

การทำ SEO ใช้ลิงก์ให้ดีมีคุณภาพ ผลตอบรับดีแน่น

SEO-รู้ก่อนจ้าง

หากคุณเป็นมือใหม่ มีประสบการณ์น้อยในเรื่องของการทำ SEO อ่านหลักการแล้วยิ่งสับสนเพราะเห็นว่ามีแนวคิดและเทคนิคหลายแบบ ยังไม่มั่นใจว่าแบบใดที่นำมาใช้ได้กับธุรกิจของตนเอง ตัวอย่างเช่น การสร้างลิงค์ (Backlink) บางแนวคิดแนะนำว่าควรหลีกเลี่ยง บ้างก็ว่ายังคงใช้ได้ผลดีในการทำ SEO ให้ติดอันดับในการค้นหาของเว็บกูเกิ้ล อย่างนั้นเราควรจะทำอย่างไรดี

ทำความรู้จักกับเสิร์จเอนจิ้น

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าเสิร์จเอนจิ้นไม่ได้มีเฉพาะ Google อย่างเดียว ยังมีตัวอื่นที่หาข้อมูลแทนได้ เช่น Yahoo, Bing ถ้าค้นอะไรเกี่ยวกับจีนให้ใช้ Baidu ไปเลย จะได้ผลลัพธ์ดีกว่าด้วย อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพากูเกิ้ล ซึ่งแน่นอนว่า การใช้ Backlinks หรือความเกี่ยวข้องของลิงก์กับเนื้อหาในเว็บยังคงมีผลต่อการจัดอันดับด้วย

หากต้องการใช้ลิงก์ให้เกิดการเชื่อมโยงโดยไม่ถูกหาว่าเป็นสแปม จำเป็นต้องรู้ว่าลิงก์แบบไหนไม่ให้ผลดี ซึ่งเราจำเป็นต้องหลีกเลี่ยง เช่น เพิ่มลิงก์จำนวนมากโดยไม่พิจารณาว่าเว็บนั้นมีคุณภาพดีหรือไม่ ทำให้เกิดผลลบต่อการอันดับได้ การใช้โปรแกรมอัตโนมัติสร้างลิงก์หรือการแลกลิงก์ที่ไม่ถูกวิธีจะทำให้กูเกิ้ลตัดสินว่าเป็นสแปมและส่งผลเสียต่อการจัดอันดับเหมือนกัน ทั้งลิงก์จากเว็บคุณภาพต่ำ ลิงก์ที่มากผิดปกติ ลิงก์จากข้อความโฆษณา ซึ่งไม่เกี่ยวกับเนื้อหาในเว็บของเราเลย ถือว่าเป็นการทำ SEO ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งกูเกิ้ลจะตรวจสอบในเรื่องนี้ด้วย เพื่อให้รู้ว่าเว็บไซต์ของเราเกี่ยวข้องกับอะไร ถ้าลิงก์เข้ามาจำนวนมาก อาจถูกจับได้ว่าเป็นลิงก์แบบสแปม ซึ่งจะถูกทางกูเกิ้ลลงโทษ

การสร้างลิงก์ต้องเลือกทั้งความสอดคล้องกันและมีความหลากหลายเพื่อความแนบเนียนเป็นธรรมชาติที่สุด หากเราเชื่อมโยงกับเว็บดีมีคุณภาพจะมีส่วนทำให้อันดับเว็บไซต์ของเราขึ้นไปติดอันดับต้นๆ ได้อย่างง่ายดาย หากระดมสร้างลิงก์โยงเข้ามาหาเว็บไซต์ของเราทั้งที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกันเลย แน่นอนว่าคนที่ตามลิงก์เข้ามาในเว็บก็จะไม่ใช่ลูกค้าเป้าหมายโดยตรง ไม่เกิดประโยชน์ต่อยอดขายสินค้าและบริการ เท่ากับว่าทำไปเสียเปล่า ถ้าไม่อยาก โดน Google ทำโทษต้องหลีกเลี่ยงวิธีการผิดๆ เหล่านี้

ลิงก์ SEO

อย่างนั้นเราควรทำลิงก์แบบไหน? ก่อนอื่นต้องเลือกลิงก์มาจากเว็บที่มีคุณภาพ เว็บดังยิ่งดี ควรทำลิงก์กับเนื้อหาให้มีความหลากหลายเพื่อเลี่ยงการถูกจับว่าเป็นสแปม ลิงก์จากหลายที่มาจะส่งผลตอบรับแตกต่างกันไป ลิงก์เป็นทางเข้าก็เหมือนประตูเปิดรับผู้เข้าชมซึ่งจะกลายมาเป็นลูกค้า เราควรคัดเฟ้นลูกค้าคุณภาพดีตั้งแต่ตอนต้น พยายามใช้ประโยชน์จากการลิงก์กับโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น Facebook , Twitter , Youtube เพราะพื้นที่โซเชียลมีบทความจำนวนมาก สามารถเลือกบทความดีๆ นำมาเชื่อมโยงกับเว็บของเราได้เลย การทำ SEO ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะช่วยให้ปิดยอดขายได้สำเร็จ แต่จะต้องมีตัวช่วยหลายด้าน เช่น เนื้อหาคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ อ่านสนุก น่าสนใจ คำนึงเรื่องการออกแบบเนื้อหาอยู่ในกรอบของหน้าจอมือถือขนาดเล็กด้วย ทำให้อ่านง่ายและโหลดเร็ว ลูกค้าเข้ามาพอใจจะกลับมาซ้ำอีกแน่นอน

“Content is King” คำนี้ยังคงใช้ได้เสมอมา

ใช้ได้อยู่เสมอ

ประโยคสุดฮิตของการทำเว็บไซต์ที่นักทำมืออาชีพต่างยกย่องประโยคเด็ดว่าโดนใจมากที่สุดนั่นคือ “Content is King” เนื้อหาจะตอบทุกสิ่งทุกอย่าง เนื้อหาจะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเว็บไซต์เรา มันคงใช้ได้จริงอยู่เสมอ แม้ว่านับวันนิสัยคนมักจะอ่านน้อยลงขึ้นเรื่อยเรื่อย อย่างโดยเฉลี่ยคนไทยเรามักจะนิยมอ่านตัวหนังสือไม่เกิน 8 บรรทัดเท่านั้น แต่ในหลักของการทำเว็บไซต์ ข้อมูลยิ่งยาวเท่าไหร่ มันก็คงจะดีกว่าบ่อยครั้งไป เพราะการที่คนเสิร์จค้นหามา เขาต้องการศึกษาข้อมูลอยู่แล้ว

ถ้าเข้ามาแล้วเจอหน้าเว็บโล่งๆ มีแต่รูปภาพ ไม่มีอะไรให้อ่านเลย บางครั้งอาจจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างแท้จริง ทำให้เว็บไซต์เราขาดเรื่องของคุณภาพไปในที่สุด รวมไปถึงอัลกอริทึ่มของผู้ให้บริการเสิร์ชเอนจิ้นก็อาจจะจับทางไม่ถูกได้ ว่าเว็บไซต์ของเรานั้นเกี่ยวข้องกับอะไรกันแน่ ปัจจุบันนั้น อัลกอริทึ่มสามารถอ่านรูปภาพและทำความเข้าใจได้เพียงระดับหนึ่ง ยังห่างไกลกับการอ่านตัวเนื้อหาโดยตรง ว่ามีความหมายสื่อไปในทิศทางใด เราจึงจะต้องรู้จักใช้ประโยค Content is King มาประยุกต์ในการทำ Website ให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ให้ได้มากที่สุด

ไม่ใช่แค่เขียนเยอะ แต่ต้องเขียนให้ตอบสนองผู้ใช้

เขียนตอบสนอง

ในบางเรื่องราว บางเนื้อหา อาจไม่จำเป็นจะต้องมีความยาวของบทความเป็นจำนวนมาก เพราะสิ่งที่ผู้ใช้ทำการค้นหาข้อมูลเข้ามา อาจจะต้องการประโยคสั้นเพียงคำตอบเดียวว่า ใช่หรือไม่ ได้ผลหรือไม่ได้ผล มันขึ้นอยู่กับสิ่งที่ผู้ใช้จะทำการค้นหาข้อมูลเข้ามาอีกทีนึง ดังนั้นการจะใช้ Content is King ด้วยความเข้าใจอย่างถูกต้อง มันไม่ได้จำกัดที่ความยาวของเนื้อหาอย่างเดียวเป็นหลัก แต่มันจะต้องสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ที่เข้ามาอย่างเว็บไซต์ของเราได้ด้วย หากเว็บมีเนื้อหายาวเป็นหนังสือนิยาย แต่ไม่สามารถตอบสนองผู้ใช้ได้อย่างแท้จริง มันก็คงจะไม่ดีสักเท่าไหร่

ของเหล่านี้จำเป็นจะต้องขึ้นอยู่ที่เรื่องความสำคัญของเรื่องนั้นนั้น ว่าเราควรจะออกแบบการเขียนว่าอย่างไร โลกนี้เต็มไปด้วยเนื้อหา การที่จะมานั่งอธิบายว่าสินค้าชนิดนี้ควรเขียนสั้นหรือเขียนเนื้อหายาวคงจะลำบาก วิธีที่ง่ายที่สุดคือแทนตัวเองเป็นผู้บริโภค แล้วดูว่าถ้าเป็นเราค้นหาข้อมูลเข้ามาอ่านในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การเขียนแบบไหนที่จะตอบโจทย์เรามากที่สุด จงใช้วิธีนี้มาเป็นตัวช่วยในการสร้างคอนเท้นต์ที่ดีให้กับเว็บของเรา