6 ข้อต้องห้าม ในการทำ SEO

6 ข้อต้องห้าม ในการทำ SEO

ในปี 2019 การขายสินค้าออนไลน์เป็นที่นิยมมาก ซึ่งการประชาสัมพันธ์ด้วยการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นสิ่งที่นักธุรกิจควรทำอย่างถูกต้อง เพื่อให้มีการจัดอันดับที่ดีและมียอดขายเพิ่ม

เราจึงได้รวบรวม SEO ที่ไม่ควรทำ ในปี 2019 มาฝากกัน เพื่อที่จะเป็นแนวทางให้ระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ดังนี้

1. ไม่ควรจะคัดลอกเนื้อหาจากเว็บไซต์อื่น ๆ หรือที่เรียกว่าการทำบทความซ้ำ (Plagiarism) เนื่องจากว่าระบบ Search Engine อย่าง Yahoo และ Google มี AI ที่สามารถที่จะตรวจสอบและวิเคราะห์ได้ จะทำให้การจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณตกลง และส่งผลเสียต่อยอดขายธุรกิจของคุณตามมาด้วย

2. ไม่ควรใส่คีย์เวิร์ดมากเกินไปจนทำให้เนื้อหาของบทความไม่เป็นธรรมชาติ และจะทำให้ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นบทความขยะ (Spam) ที่คุณภาพต่ำ ไม่ให้ประโยชน์แก่ผู้อ่านได้จึงควรใส่ 1-2 คีย์เวิร์ดต่อบทความให้กระจายในส่วนต่าง ๆ โดยที่เน้นความเป็นธรรมชาติของเนื้อหาให้มากขึ้นด้วย

3. บทความและลิงก์ที่เชื่อมด้วยกัน โดยเป็นแนวเชียร์ขายสินค้ามากเกินไป บทความแบบนี้จะมีคุณภาพต่ำและในปัจจุบันไม่ได้รับความนิยมจากผู้อ่านแล้ว นอกจากนี้ ระบบ Algorithm ยังวิเคราะห์ว่าเป็นบทความขยะด้วย ทำให้การจัดอันดับเว็บไซต์ไม่ดีเท่าที่ควร และให้เสียเวลารวมถึงค่าใช้จ่ายในการทำ SEO ไปโดยไม่จำเป็น

4. การเป็นบทความที่เนื้อหาอ่านยาก ไม่มีภาพประกอบ ไม่มีคลิปวิดีโอ จะเป็นบทความที่คนไม่ค่อยนิยมอ่าน เพราะไม่มีสิ่งดึงดูดความสนใจเท่าที่ควร จึงควรเพิ่มส่วนของสื่อมัลติมีเดียประกอบให้มากขึ้น ในการทำ SEO ให้เว็บไซต์

5. การไม่ทำ Meta-Description หรือข้อความสั้น ๆ ที่มีเนื้อหาเป็นภาพรวมของบทความทั้งหน้าเพื่อให้ผู้ที่เห็นเว็บไซต์ใน Search Engine ได้รู้ว่าถ้าคลิกเข้ามาแล้วจะได้อ่านบทความเกี่ยวกับเรื่องอะไร การมี Meta-Description ช่วยทำให้มีโอกาสเพิ่มที่ลูกค้าจะตัดสินใจคลิกเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณ

6. การทำ SEO แบบไม่ต่อเนื่อง จะทำให้อันดับของเว็บไซต์ไม่แน่นอนและตกไปอยู่อันดับท้าย ๆ ในหน้าต่างการสืบค้นได้ เพราะการจัดอันดับต้องใช้การสะสมข้อมูลและวิเคราะห์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ AI ของ Search Engine เว็บไซต์ที่ทำ SEO อย่างสม่ำเสมอจึงจะมีผลการจัดอันดับดีและมีลูกค้าต่อเนื่องตลอดเวลา

จากทั้ง 6 ข้อที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าเป็นการทำ SEO ที่ไม่ควรทำ ไม่ว่าจะทำ SEO เอง หรือจ้างบริษัททำก็ต้องทำการตรวจสอบคุณภาพของผลงานอย่างสม่ำเสมอและทำการวิเคราะห์ผลการทำ SEO ว่าทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นและคุ้มกับค่าใช้จ่ายหรือไม่ หากไม่สามารถทำเองได้ ควรเลือกบริษัทที่มีความชำนาญ เพื่อให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น

6 ข้อต้องห้าม ในการทำ SEO

เทคนิคการทำเว็บไซต์ SEO ให้อันดับดี

เทคนิคการทำเว็บไซต์ SEO ให้อันดับ

ในปัจจุบัน การขายสินค้าออนไลน์แข่งขันกันสูงระหว่างคู่แข่งสินค้าประเภทเดียวกัน ทำให้ต้องใส่ใจในเรื่องเทคนิคการทำเว็บไซต์ SEO เพื่อให้อันดับการสืบค้นสูงขึ้น ซึ่งลำดับในกูเกิ้ลที่ยิ่งสูงขึ้นนั้นมีผลให้เกิดโอกาสในการขายและประชาสัมพันธ์สินค้าได้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากกว่าแบรนด์อื่น ๆ โดยเทคนิคการทำเว็บไซต์ SEO ให้อันดับดี ที่ควรทราบมีดังนี้

1. เรียนรู้ระบบการทำงานของระบบ algorithm

ควรรู้จักระบบ algorithm ที่ search engine ใช้ในการวิเคราะห์เนื้อหา เช่น PANDA HUMMINGBIRD ซึ่งจะมีการเก็บข้อมูลแบบสะสมเพื่อการประมวลผลคุณภาพของเว็บไซต์ การปรับปรุงเนื้อหาเป็นประจำและเลือก keyword ที่เหมาะสม จะทำให้เว็บไซต์มีโอกาสถูกสืบค้นได้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและทำให้อันดับดีขึ้น

2. ศึกษาวิธีการทำ User experience

User experience จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

(1) สร้างเนื้อหาที่ต้องโดนใจผู้อ่าน โดยต้องมีการทำทีมลงวิจัยช่วยกันเก็บข้อมูลจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เช่น ทำโพลว่าลูกค้าอยากรู้เรื่องอะไรเป็นพิเศษ และนำข้อมูลที่ได้มาทำเป็นคลิปมัลติมิเดีย หรือสร้างบทความที่ตรงกับความต้องการของผู้อ่าน

(2) พัฒนาในส่วนของเทคนิคการเชื่อมโยงข้อมูลที่ต้องมีความรวดเร็ว สร้าง Cache ให้เว็บไซต์ดาวน์โหลดได้อย่างรวดเร็ว และลดขนาดรูปหรือคลิปเพื่อทำให้ใช้เวลาในการเรียกดูข้อมูลน้อยที่สุด เพราะส่งผลต่อความประทับใจของผู้ชม หากโหลดได้เร็วก็จะทำให้มีผู้ติดตามเพิ่มและเว็บไซต์จัดอันดับสูงขึ้นด้วย

3. ทำเว็บไซต์ให้ใช้งานในมือถือได้ดี

Website SEO ที่ดี ต้องสามารถใช้งานได้ทั้งในระบบมือถือและคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ เพราะว่าลูกค้าส่วนใหญ่เน้นใช้งานผ่านระบบมือถือที่ติดตามตัวได้ทุกที่ ถ้าหากเน้นความสวยงามและใช้งานง่ายแต่เฉพาะในเว็บไซต์ ก็จะทำให้อันดับในการถูกสืบค้นไม่ดีเท่าที่ควร

4. การสร้างเว็บไซต์ SEO ที่ใช้กับ Voice search ได้

ปัจจุบัน มีการสืบค้นข้อมูลโดยใช้เสียงผ่านเครื่องมือสมาร์ทโฟน ผู้ทำเว็บไซต์จึงต้องให้ความสำคัญกับ Voice search ให้มากขึ้น โดยใช้ทำ long-Tail keyword ในบทความเพิ่ม เพื่อให้มีโอกาสที่จะถูกนำเสนอต่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น

5. เพิ่มการอัพลิงค์ Video ใน YouTube

Video ใน YouTube เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยดึงดูดใจผู้ชมเว็บไซต์ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการดูภาพเคลื่อนไหวมากกว่าการอ่านตัวหนังสือ ทั้งควรมีการวางโครงเรื่องและการใช้คำที่ติดหู เพื่อให้ถูกกล่าวถึงและบอกต่อมากขึ้น ซึ่งจะทำให้มีการติดตามจากลิ้งค์ไปที่เว็บไซต์มากขึ้นและเพิ่มอันดับการสืบค้นให้ดีขึ้นด้วย

จากเทคนิคทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมา หากผู้ทำเว็บไซต์ได้นำไปประยุกต์ใช้ จะทำให้เว็บไซต์ SEO ถูกจัดอันดับที่ดีขึ้น มียอดการขายและลูกค้าเพิ่มขึ้น ทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการขายอย่างแน่นอน

เทคนิคการทำเว็บไซต์ SEO ให้อันดับดี

เว็บไซต์ขายของออนไลน์ปี 2019 ทำไมต้องทำ SEO

เว็บไซต์ขายของออนไลน์ปี 2019 ทำไมต้องทำ SEO

การจะประสบความสำเร็จในธุรกิจขายสินค้าและบริการบนโลกอินเทอร์เน็ตได้นั้น จำเป็นต้องมีการทำเว็บไซต์ในรูปแบบของ SEO เพื่อให้ง่ายต่อการสืบค้นเจอของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายผ่านระบบ search engine ต่าง ๆ

เว็บไซต์ขายของออนไลน์ปี 2019

การที่มีเว็บไซต์แต่ไม่ปรากฏบนหน้าต่างแรกในผลการสืบค้น ก็เท่ากับมีสินค้าดีแต่ถูกขายในทำเลที่แย่ ไม่มีลูกค้าเดินผ่าน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมการทำเว็บไซต์ขายของในปี 2019 จึงต้องทำ SEO โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. มีโครงสร้างของเว็บไซต์ตามรูปแบบที่ search engine กำหนด เช่น google , yahoo หรือที่เรียกในศัพท์เทคนิคว่า มี crawl ability เพื่อให้ระบบ algorithm ของ กูเกิ้ล ยาฮู คำนวณวิเคราะห์ได้ว่าเว็บไซต์ของคุณมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ และทำให้การจัดอันดับมีผลดีขึ้นรวดเร็ว

2. การผลิตเนื้อหา สำหรับใส่ในเว็บไซต์ที่มีคุณภาพมีคีย์เวิร์ด SEO แทรกกระจายอย่างสม่ำเสมอในบทความที่ต้องมีอย่างน้อยในส่วนของหัวข้อ หรือ title ส่วน description ที่เป็นย่อหน้าแรก หรือภาพรวมของเนื้อหาทั้งหมด ส่วนที่เป็นเนื้อหาหลักและส่วนท้ายบทสรุปที่ควรมีข้อคิดให้ผู้อ่านเสมอ

3. การมีลิ้งค์เชื่อมโยงจากเว็บไซต์ภายนอก กรณีนี้อาจเรียกว่าเป็น off-page SEO คือ ไม่ได้เป็นเนื้อหาที่คุณผลิตเองโดยตรง แต่อาศัยการเชื่อมโยงลิงค์กับเว็บไซต์ภายนอกที่มีเนื้อหาดี เป็นประโยชน์ มีความเกี่ยวพันกัน หรืออาจเป็นกรณีที่คุณไปตอบคำถาม หรือแสดงความคิดเห็นใน web board ในโลกออนไลน์ที่ใด ๆ ทั้งไทยและต่างประเทศ โดยแนบ link มาสู่เว็บไซต์หลักของแบรนด์คุณ ซึ่งวิธีการนี้เป็นเทคนิคที่ดีและมีคุณค่าต่อผู้ติดตาม ทำให้มีโอกาสในการขายสินค้าและบริการในระยะยาวอย่างมาก

4. การควบคุมคุณภาพของความรวดเร็วฉับไวในการ download ข้อมูล รูปภาพสินค้า และลด error ในการเชื่อมโยงข้อมูลไปหน้าเพจต่าง ๆ ในส่วนนี้ต้องขึ้นกับ host ที่คุณเลือกทำสัญญารายปีที่ต้องมีทีมงาน โปรแกรมเมอร์ ช่างเทคนิค software และคุณสมบัติของ server ที่มีสเปคตอบโจทย์การใช้งานในธุรกิจคุณ

5. การมีความทันสมัยและมีการออกแบบที่ใช้งานง่าย แม้บนหน้าจอ smartphone ซึ่งเป็นรูปแบบการใช้งานซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ของคนส่วนใหญ่ทั่วโลก เนื่องจากพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป การใช้โทรศัพท์มือถือเกิดได้ทุกที่ ทั้งขณะเดินทางบนรถไฟฟ้า นั่งเรือ ช้อปปิ้งในห้างสรรพสินค้า ฯลฯ หากคุณไม่ทำเว็บไซต์ SEO ที่ใช้งานง่ายบนมือถือ ก็เท่ากับเสียโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มคนเป้าหมายไปเกินครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว

เว็บไซต์ขายของออนไลน์ ทำไมต้องทำ SEO

การทำเว็บไซต์ SEO ในปี 2019 จึงต้องใส่ใจในคุณภาพของเนื้อหา การปรับโครงสร้างให้มีความทันสมัย และตอบโจทย์การใช้งานจริงของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของคุณ จึงจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ให้ประสิทธิภาพดีทั้งในด้านยอดขายและผู้ติดตาม

5 ข้อดี 5 ข้อเสีย ของ SEO ที่ต้องรู้

5 ข้อดี 5 ข้อเสีย ของ SEO ที่ต้องรู้

การทำ SEO เป็นสิ่งที่หลายคนลงความเห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการขายสินค้าและบริการบนโลกอินเตอร์เน็ต แต่หลายคนก็ยังลังเลใจอยู่ เราจึงได้รวม 5 ข้อดีและ 5 ข้อเสียของการทำ SEO มาไว้ที่นี่ เพื่อเป็นข้อมูลก่อนการตัดสินใจทำหรือไม่ทำ SEO

5 ข้อดี 5 ข้อเสีย ของ SEO

5 ข้อดีของการทำ SEO

1. เว็บไซต์ที่ทำ SEO เท่ากับการเพิ่มโอกาสขยายฐานลูกค้าไปนอกประเทศ เพราะสามารถถูกสืบค้นพบเป็นอันดับต้น ๆ ได้ง่ายตลอด 24 ชั่วโมงทั่วโลก

2. การแนะนำสาขาเปิดใหม่หรือโปรโมชั่นใหม่ ๆ บนเว็บไซต์หรือเพจที่ทำ SEO จะช่วยกระจายข่าวได้ไวและนำมาซึ่งยอดขายเร็วกว่าวิธีอื่น

3. ลูกค้าส่วนใหญ่เลือกซื้อสินค้าและบริการจากเว็บไซต์ที่สร้างบทความ SEO ที่มีเนื้อหาสาระดี ๆ มานำเสนออย่างสม่ำเสมอ เท่ากับเป็นการผูกมิตรกับลูกค้า และยังได้รายได้จากลูกค้าประจำในระยะยาวด้วย

4. การทำ SEO สามารถเรียนรู้ได้และพัฒนาได้เรื่อย ๆ หากให้เวลากับการศึกษาและจับทางได้ ก็สามารถแก้จุดอ่อนเสริมจุดแข็งให้กับเว็บไซต์ตัวเองได้

5. การเท่าเทียมกันในการช่วงชิงอันดับต้น ๆ ในการสืบค้นจาก search engine ที่มีระบบวิเคราะห์ดาต้าที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ทำให้ไม่ว่าธุรกิจจะเก๋า มีมาหลายสิบปี หรือธุรกิจน้องใหม่ไฟแรง ก็สามารถสร้างเว็บไซต์ SEO ที่ติดอันดับ top five หรือ top ten ได้ทั้งสิ้น

5 ข้อเสียของการทำ SEO

1. ต้องใช้ระยะเวลาสะสมดาต้าใหม่ ๆ รวมถึงการอัพเดตโครงสร้างเว็บไซต์ให้ตอบโจทย์ SEO ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง จึงจะเริ่มเห็นผลลัพธ์จากการทำ SEO ได้อย่างชัดเจน

2. ด้วยอัตราการแข่งขันที่สูงไม่เท่ากันในแต่ละประเภทธุรกิจจึงใช้เวลาในการทำ SEO แตกต่างกัน หากเป็นธุรกิจที่มีคู่แข่งมาก เช่น การโรงแรม การท่องเที่ยว ฯลฯ ก็จำเป็นต้องใช้เวลานานหลายเดือนหรือนับปี จึงจะเห็นว่ามีลูกค้าหรือยอดจำหน่ายทัวร์หรือห้องพักได้เพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์

3. การทำ SEO ไม่สามารถหยุดนิ่งได้ เพราะจะถูกคู่แข่งทางธุรกิจประเภทเดียวกันหรือธุรกิจประเภทอื่นที่มีสินค้าและบริการทดแทนกันได้ (จากการสืบค้นด้วยคีย์เวิร์ดเดียวกัน) ช่วงชิงอำนาจในการซื้อขายในโลกออนไลน์ได้ตลอดเวลา

4. การจ้างบริษัททำ SEO ต้องมีค่าใช้จ่ายและหากต้องการประหยัดเงินส่วนนี้มาศึกษาการทำ SEO ด้วยตัวเอง ก็ต้องใช้ระยะเวลาลองผิดลองถูกเช่นกัน

5. การใส่คีย์เวิร์ดที่เหมาะกับการทำ SEO จำเป็นต้องมีการวิจัยตลาดด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อหาว่าลูกค้าเป้าหมายใช้คำใดบ้าง ซึ่งจะมีการเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามเทรนด์หรือกระแสนิยม

5 ข้อดี 5 ข้อเสีย SEO ที่ต้องรู้

หวังว่าทั้ง 5 ข้อดีและ 5 ข้อเสียที่กล่าวมาข้างต้น จะเป็นประโยชน์ในการสำรวจความต้องการของคุณว่าการทำ SEO จะตอบโจทย์ต่อการเติบโตของธุรกิจมากน้อยเพียงใด

SEO มีข้อดีข้อเสียอย่างไร..รู้แล้วต้องบอกต่อ

SEO มีข้อดีข้อเสียอย่างไร รู้แล้วต้องบอกต่อ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำ SEO เป็นที่กล่าวถึงอย่างมากในวงการธุรกิจออนไลน์ เพราะสามารถช่วยส่งเสริมการขายจากการถูกสืบค้นได้เป็นอันดับต้น ๆ ในหน้าเพจของ search engine ต่าง ๆ แต่กระนั้นก็ยังมีหลายคนที่ข้องใจและลังเลใจในการปรับเว็บไซต์ให้เป็นระบบ SEO เราจึงได้รวบรวมข้อดีข้อเสียของการปรับปรุงเว็บไซต์ให้เป็นระบบ SEO มาฝากกัน

SEO มีข้อดีข้อเสียอย่างไร

ข้อดีของการทำ SEO

– ช่วยให้ธุรกิจคุณประหยัดต้นทุนทางการโฆษณาได้มากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องจ่ายสตางค์ตามจำนวนการคลิกอ่านหรือ pay per click (PPC) อย่างการโปรโมตด้วยวิธีอื่น ๆ

– มั่นใจว่าไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแฝงจาก search engine ในการทำให้อันดับถูกปรับเป็นระดับท็อปต้น ๆ ของการสืบค้น

– สบายใจได้เลยว่าไม่มีบริษัทใดครองตำแหน่งอันดับหนึ่ง สอง สาม ของการสืบค้นด้วย search engine ได้ เพราะระบบอัลกอริทึ่มมีความอัจฉริยะและมีตรรกะที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัว ไม่สามารถผูกขาดหรือซื้อตำแหน่งได้

– บริษัทที่มุ่งมั่นพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นระบบ SEO ย่อมได้รางวัลแห่งการพยายามเป็นอันดับที่ดีในการค้นหาเพจ ซึ่งเท่ากับว่าจะเป็นการเพิ่มยอดขายให้แก่บริษัททั้งจากลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ด้วย

– คุณจะได้รับการโปรโมตเว็บไซต์แบบออนไลน์ 24 ชั่วโมง (โดยไม่ต้องจ่ายสตางค์เพิ่ม) เพราะลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจากทั่วโลกที่มีช่วงกลางวันกลางคืนไม่เท่ากัน ล้วนสามารถสืบค้นเจอเว็บไซต์ของคุณได้พบตลอดเวลา หากมีอันดับที่ดีในเพจการค้นหาด้วย search engine ต่าง ๆ ไม่ว่า yahoo , กูเกิ้ล , Bing เป็นต้น

– ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรของคุณ แลดูทันสมัยและเป็นที่น่าเชื่อถือของลูกค้า ว่าจะได้รับสินค้าและบริการที่มีความใหม่ทางเทคโนโลยี หรือบริการที่มีการปรับปรุงในจุดอ่อนแบบเดิม ๆ

SEO มีข้อดีข้อเสีย รู้แล้วต้องบอกต่อ

ข้อเสียของการทำ SEO

– คุณต้องเสียค่าใช้จ่ายแบบรายหกเดือนหรือรายหนึ่งปี เพื่อที่จะจ้างบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญมาทำ SEO อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการสะสมดาต้าทางเทคนิคที่มากพอสำหรับการถูกประมวลด้วย algorithms ของ search engine อย่าง ระบบ PANDA

– คุณจะไม่ได้เห็นผลลัพธ์ในระยะเวลาแค่ภายในไม่กี่วันอย่างการโปรโมตอื่น ๆ ฉะนั้นหากต้องการเร่งการโปรโมต หรือนำเสนอโปรโมชั่นเพื่อสนับสนุนการขายอย่างมากในช่วงเทศกาล เช่น ปีใหม่ , วาเลนไทน์ , วันคนโสดทั่วโลก (วันที่ 11 เดือน 11 ของทุกปี) ก็ต้องใช้วิธีโหมกระแสโฆษณาอื่น ๆ ช่วย

– ไม่สามารถหยุดนิ่งการพัฒนาเว็บไซต์หรือการอัพเดตได้เลย เพราะคุณจะถูกคู่แข่งเจ้าอื่น มาแย่งพื้นที่บนหน้าสืบค้นอันดับต้น ๆ ไป

จะเห็นได้ว่าข้อดีข้อเสียของการทำ SEO ที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจออนไลน์ต้องประเมินพิจารณาให้รอบด้านก่อนการจ้างงาน SEO เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุนอย่างที่สุด

4 คำจำเป็น สำหรับผู้เริ่มทำความเข้าใจ SEO

4 คำจำเป็น สำหรับผู้เริ่มทำความเข้าใจ SEO

ยุคสมัยนี้ (2018) จำเป็นที่นักธุรกิจต้องเรียนรู้การทำการตลาดออนไลน์ด้วย SEO เพื่อเป็น หน้าบ้าน หรือ ช่องทาง ที่มีประสิทธิภาพดี เชิญชวนให้ลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมสินค้าเลือกซื้อสินค้า-บริการภายในเวบเพจ ซึ่งกว่าจะถึงจุดที่ลูกค้า ตัดสินใจ ว่าจะเลือกซื้อสินค้าต่าง ๆ หรือเลือกใช้บริการ เช่น จองทัวร์ จองโรงแรม จองสนามกอล์ฟ ของทางเว็บไซด์ ต้องขึ้นกับอะไรบ้าง?

เราได้รวบรวมสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่ต้องรู้ ก่อนการเริ่มทำ SEO สำหรับนักธุรกิจออนไลน์ มือใหม่ มาฝากกันไว้ที่นี่แล้ว

1. SEO

คำว่า SEO คุณอาจเคยผ่านตา แต่หากไม่รู้ว่าคืออะไร ก็เป็นอันว่า จบ อย่างแน่นอน SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นวิธีการที่ทำให้เว็บเพจขึ้นอันดับต้น ๆ จากการ search หาของผู้คนทั่วโลก บน search engine ต่าง ๆ เช่น กูเกิ้ล ยาฮู และบิง เป็นต้น การทำให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นอันดับต้น ๆ ก็ต้องมีการช่วงชิงทำเลออนไลน์ ไม่ต่างจากการจับจองพื้นที่ขายที่ดีที่สุดในชีวิตจริงของแม่ค้านั่นเอง

2. คีย์เวิร์ด

Keywords เป็นคำที่กลุ่มเป้าหมายใช้ค้นหาสินค้าและบริการ ซึ่งคุณควรศึกษาวิจัยมาก่อน ว่าลูกค้าของคุณมองหาอะไรบ้าง ทั้งนี้มีโปรแกรมช่วยหลายชนิดในการตอบโจทย์นี้ เพราะการเลือกคีย์ฯ ที่เหมาะสมจะทำให้เกิดการเชื่อมโยงกับเนื้อหาภายในเว็บไซต์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เปรียบได้กับแม่ค้าขายหมูปิ้ง ก็ต้องติดป้ายหรือร้องเรียกลูกค้า ด้วยคำพูด หรือ คีย์เวิร์ดว่า หมูปิ้ง อร่อย ไม่แพง สะอาด เป็นต้น

3. SERPs

เป็นผลลัพธ์จากการค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดนั้น ๆ SERPs มาจาก Search Engine Result Pages จึงเป็นสิ่งที่คุณใช้เช็คได้ง่าย ๆ ว่า คีย์ในคอนเท้นต์ของคุณ work หรือไม่ ด้วยการพิมพ์ใน search engine ต่าง ๆ เช่น หมูปิ้ง แล้วดูผล SERPs ว่ามี เพจขายหมูปิ้ง ของร้านคุณขึ้นมาหรือไม่ หากมีก็แสดงว่าเนื้อหาในเว็บไซต์ของคุณย่อมปรากฎแก่สายตาลูกค้ามหาชนเช่นเดียวกัน พูดง่าย ๆ ว่าลูกค้าย่อมเห็นหน้าร้านคุณเช่นเดียวกับที่คุณเห็น และมีโอกาสสูงที่คุณจะได้ ขายของ นั่นเอง

4. URL

ยูอาร์แอล ย่อมาจาก Uniform Resource Locator เป็นเหมือนคำวลีสั้น ๆ ที่คุณสามารถเลือกคำใส่ลงไปได้ เพื่อให้แสดงในการค้นหาเว็บฯ ซึ่งนิยมให้มีคำในคีย์เวิร์ดอยู่ในนั้น และควรเลี่ยงการใช้ตัวอักษรไทยและใช้เครื่องหมายขีดกลางแทนการเว้นวรรค จะช่วยให้ลดปัญหา ERROR ในการสืบค้นได้

เป็นอย่างไรบ้าง กับ 4 คำเริ่มต้นของผู้เริ่มทำความเข้าใจกับ SEO ซึ่งยังมีความรู้อีกมากที่รอให้คุณเรียนรู้ เพื่อการทำให้ธุรกิจของคุณรุดหน้าและแข่งขันกับ เจ้าอื่น ได้ ในช่วงเวลาที่โลกหมุนเร็ว ทวีคูณแบบคูณสาม คูณสี่ อย่างในปัจจุบัน

ก่อนการเริ่มทำ SEO สำหรับนักธุรกิจออนไลน์

5 เคล็ดลับทำ SEO เพิ่มยอดผู้ชมเว็บไซต์ง่ายและรวดเร็ว

เพิ่มยอดขาย โดยใช้ SEO เป็นตัวช่วย

ทุกวันนี้การตลาดดิจิทัลกำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ใครไม่ตามกระแสมีโอกาสหลุดจากเครื่องมือค้นหาอย่างกูเกิล เวลาผู้ใช้ใส่คีย์เวิร์ดหาสิ่งที่ต้องการ เว็บอื่นที่แสดงผลอยู่หน้าแรกของการค้นหาแซงหน้าแย่งยอดขายไปหมดกว่าจะตกมาถึงเว็บของเรา แนะนำเคล็ดลับการทำ SEO ที่ง่ายและรวดเร็ว แม้แต่มือใหม่สามารถเริ่มต้นใช้งานได้ทันทีเพื่อปรับปรุงจำนวนผู้เข้าชมในเว็บไซต์ให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากขึ้น ดังต่อไปนี้

1.การทำ SEO ด้วยการใส่คีย์เวิร์ดในบทความนั้นสำคัญมากกว่าที่คุณนึกถึง มีน้ำหนักในเรื่องความน่าเชื่อถืออีกด้วย การอัปเดตบทความต่อเนื่องมีผลโดยตรงต่อการจัดอันดับการค้นหาของ Google แต่การจัดอันดับไม่ได้มองว่าจะต้องใหม่ถอดด้ามเสมอไป คุณสามารถอัปเดตเนื้อหาที่ปรับแต่งเพิ่มเล็กน้อย เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการจัดอันดับก็ได้ จุดเริ่มต้นที่ดีคือการใช้ Google Analytics เพื่อระบุเนื้อหาอันดับดีที่สุด 10 อันดับ ดูว่าคุณสามารถเปลี่ยนแปลงเนื้อหาให้ได้รับความนิยมแบบนั้นได้อย่างไร แต่ต้องระวังอย่าปรับเปลี่ยนมากเกินไปจนสูญเสียเอกลักษณ์ของตัวเอง เพราะบทความที่ดีต้องทั้งใหม่และไม่ซ้ำใคร นั่นเป็นข้อดีที่ทำให้บทความได้รับความนิยมจากผู้อ่าน

2.โครงสร้างเว็บที่ต้องมีการออกแบบการเชื่อมโยงภายในเพื่อให้ผู้ชมเข้าไปดูหน้าอื่น ๆ ในเว็บไซต์ ไม่ใช่เข้ามาดูหน้าเดียวแล้วออกไป ควรเพิ่มการเชื่อมโยงซึ่งกันและกันระหว่างเนื้อหาใหม่และเนื้อหาเก่าด้วย ยิ่งดึงดูดผู้ใช้อยู่ในเว็บไซต์ของคุณนานเท่าใด จะเป็นดัชนีสำคัญทำให้ Google จัดอันดับหน้าเว็บของคุณให้สูงขึ้นในผลการค้นหา

3.พาดหัวข่าวและหัวข้อย่อยให้โดดเด่นน่าสนใจ มีความชัดเจนและกระตุ้นให้อยากรู้แล้วคลิกเข้าอ่าน เนื้อหาควรมีความยาวระหว่าง 500-700 คำ Google มองเห็นพาดหัวและหัวข้อย่อยได้ง่ายกว่าเนื้อหาหลักของบทความ โดยตรวจสอบให้แน่ใจว่าคำหลักบนชื่อบทความและหัวข้อย่อยมีทำที่ตรงกับคีย์เวิร์ดหลัก

4.เพิ่มประสิทธิภาพการแสดงผลเว็บไซต์บนมือถือ เรื่องนี้มีความจำเป็นในการทำการตลาด อ่านง่ายและโหลดเร็วทั้งแพลตฟอร์มเดสก์ท็อปและโทรศัพท์มือถือ ในอนาคตคำค้นหาทั้งหมดจะได้รับการจัดอันดับตามฐานข้อมูลมือถือ วิเคราะห์ว่าเว็บไซต์ของคุณทำงานได้ดีแค่ไหนบนมือถือและปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยทั่วไปมักประสบปัญหาในการใช้งานที่ช้าเนื่องจากมักเกิดจากการใช้ Javascript และ HTML

5.การจัดอันดับเริ่มเข้มงวด หลังจาก Google เริ่มใช้โครงสร้างอัลกอริทึ่ม Panda และ Penguin โดย Panda จะคัดกรองเนื้อหาที่มีเนื้อหาคุณภาพต่ำ เนื่องจากคัดลอกข้อมูลมาจากเว็บอื่น ทำให้มีบทความเต็มไปหมด แต่ไม่ได้เขียนเองเลย จะถูกตัดออกไปจากหน้าการค้นหาของกูเกิล ส่วน Penguin จะตรวจจับเว็บไซต์ที่สปินบทความ ใส่คีย์เวิร์ดมากจนอ่านไม่รู้เรื่อง หรือฝากลิงก์ เข้าข่ายว่าเป็นสแปมและถูกตัดจากการค้นหาเช่นกัน

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เจ้าของธุรกิจจะต้องทำ SEO อย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเขียนบทความที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งส่งผลต่อการจัดอันดับที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อผู้ค้นหาอย่างแท้จริง

การทำ SEO ใช้ลิงก์ให้ดีมีคุณภาพ ผลตอบรับดีแน่น

SEO-รู้ก่อนจ้าง

หากคุณเป็นมือใหม่ มีประสบการณ์น้อยในเรื่องของการทำ SEO อ่านหลักการแล้วยิ่งสับสนเพราะเห็นว่ามีแนวคิดและเทคนิคหลายแบบ ยังไม่มั่นใจว่าแบบใดที่นำมาใช้ได้กับธุรกิจของตนเอง ตัวอย่างเช่น การสร้างลิงค์ (Backlink) บางแนวคิดแนะนำว่าควรหลีกเลี่ยง บ้างก็ว่ายังคงใช้ได้ผลดีในการทำ SEO ให้ติดอันดับในการค้นหาของเว็บกูเกิ้ล อย่างนั้นเราควรจะทำอย่างไรดี

ทำความรู้จักกับเสิร์จเอนจิ้น

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าเสิร์จเอนจิ้นไม่ได้มีเฉพาะ Google อย่างเดียว ยังมีตัวอื่นที่หาข้อมูลแทนได้ เช่น Yahoo, Bing ถ้าค้นอะไรเกี่ยวกับจีนให้ใช้ Baidu ไปเลย จะได้ผลลัพธ์ดีกว่าด้วย อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพากูเกิ้ล ซึ่งแน่นอนว่า การใช้ Backlinks หรือความเกี่ยวข้องของลิงก์กับเนื้อหาในเว็บยังคงมีผลต่อการจัดอันดับด้วย

หากต้องการใช้ลิงก์ให้เกิดการเชื่อมโยงโดยไม่ถูกหาว่าเป็นสแปม จำเป็นต้องรู้ว่าลิงก์แบบไหนไม่ให้ผลดี ซึ่งเราจำเป็นต้องหลีกเลี่ยง เช่น เพิ่มลิงก์จำนวนมากโดยไม่พิจารณาว่าเว็บนั้นมีคุณภาพดีหรือไม่ ทำให้เกิดผลลบต่อการอันดับได้ การใช้โปรแกรมอัตโนมัติสร้างลิงก์หรือการแลกลิงก์ที่ไม่ถูกวิธีจะทำให้กูเกิ้ลตัดสินว่าเป็นสแปมและส่งผลเสียต่อการจัดอันดับเหมือนกัน ทั้งลิงก์จากเว็บคุณภาพต่ำ ลิงก์ที่มากผิดปกติ ลิงก์จากข้อความโฆษณา ซึ่งไม่เกี่ยวกับเนื้อหาในเว็บของเราเลย ถือว่าเป็นการทำ SEO ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งกูเกิ้ลจะตรวจสอบในเรื่องนี้ด้วย เพื่อให้รู้ว่าเว็บไซต์ของเราเกี่ยวข้องกับอะไร ถ้าลิงก์เข้ามาจำนวนมาก อาจถูกจับได้ว่าเป็นลิงก์แบบสแปม ซึ่งจะถูกทางกูเกิ้ลลงโทษ

การสร้างลิงก์ต้องเลือกทั้งความสอดคล้องกันและมีความหลากหลายเพื่อความแนบเนียนเป็นธรรมชาติที่สุด หากเราเชื่อมโยงกับเว็บดีมีคุณภาพจะมีส่วนทำให้อันดับเว็บไซต์ของเราขึ้นไปติดอันดับต้นๆ ได้อย่างง่ายดาย หากระดมสร้างลิงก์โยงเข้ามาหาเว็บไซต์ของเราทั้งที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกันเลย แน่นอนว่าคนที่ตามลิงก์เข้ามาในเว็บก็จะไม่ใช่ลูกค้าเป้าหมายโดยตรง ไม่เกิดประโยชน์ต่อยอดขายสินค้าและบริการ เท่ากับว่าทำไปเสียเปล่า ถ้าไม่อยาก โดน Google ทำโทษต้องหลีกเลี่ยงวิธีการผิดๆ เหล่านี้

ลิงก์ SEO

อย่างนั้นเราควรทำลิงก์แบบไหน? ก่อนอื่นต้องเลือกลิงก์มาจากเว็บที่มีคุณภาพ เว็บดังยิ่งดี ควรทำลิงก์กับเนื้อหาให้มีความหลากหลายเพื่อเลี่ยงการถูกจับว่าเป็นสแปม ลิงก์จากหลายที่มาจะส่งผลตอบรับแตกต่างกันไป ลิงก์เป็นทางเข้าก็เหมือนประตูเปิดรับผู้เข้าชมซึ่งจะกลายมาเป็นลูกค้า เราควรคัดเฟ้นลูกค้าคุณภาพดีตั้งแต่ตอนต้น พยายามใช้ประโยชน์จากการลิงก์กับโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น Facebook , Twitter , Youtube เพราะพื้นที่โซเชียลมีบทความจำนวนมาก สามารถเลือกบทความดีๆ นำมาเชื่อมโยงกับเว็บของเราได้เลย การทำ SEO ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะช่วยให้ปิดยอดขายได้สำเร็จ แต่จะต้องมีตัวช่วยหลายด้าน เช่น เนื้อหาคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ อ่านสนุก น่าสนใจ คำนึงเรื่องการออกแบบเนื้อหาอยู่ในกรอบของหน้าจอมือถือขนาดเล็กด้วย ทำให้อ่านง่ายและโหลดเร็ว ลูกค้าเข้ามาพอใจจะกลับมาซ้ำอีกแน่นอน

“Content is King” คำนี้ยังคงใช้ได้เสมอมา

ใช้ได้อยู่เสมอ

ประโยคสุดฮิตของการทำเว็บไซต์ที่นักทำมืออาชีพต่างยกย่องประโยคเด็ดว่าโดนใจมากที่สุดนั่นคือ “Content is King” เนื้อหาจะตอบทุกสิ่งทุกอย่าง เนื้อหาจะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเว็บไซต์เรา มันคงใช้ได้จริงอยู่เสมอ แม้ว่านับวันนิสัยคนมักจะอ่านน้อยลงขึ้นเรื่อยเรื่อย อย่างโดยเฉลี่ยคนไทยเรามักจะนิยมอ่านตัวหนังสือไม่เกิน 8 บรรทัดเท่านั้น แต่ในหลักของการทำเว็บไซต์ ข้อมูลยิ่งยาวเท่าไหร่ มันก็คงจะดีกว่าบ่อยครั้งไป เพราะการที่คนเสิร์จค้นหามา เขาต้องการศึกษาข้อมูลอยู่แล้ว

ถ้าเข้ามาแล้วเจอหน้าเว็บโล่งๆ มีแต่รูปภาพ ไม่มีอะไรให้อ่านเลย บางครั้งอาจจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างแท้จริง ทำให้เว็บไซต์เราขาดเรื่องของคุณภาพไปในที่สุด รวมไปถึงอัลกอริทึ่มของผู้ให้บริการเสิร์ชเอนจิ้นก็อาจจะจับทางไม่ถูกได้ ว่าเว็บไซต์ของเรานั้นเกี่ยวข้องกับอะไรกันแน่ ปัจจุบันนั้น อัลกอริทึ่มสามารถอ่านรูปภาพและทำความเข้าใจได้เพียงระดับหนึ่ง ยังห่างไกลกับการอ่านตัวเนื้อหาโดยตรง ว่ามีความหมายสื่อไปในทิศทางใด เราจึงจะต้องรู้จักใช้ประโยค Content is King มาประยุกต์ในการทำ Website ให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ให้ได้มากที่สุด

ไม่ใช่แค่เขียนเยอะ แต่ต้องเขียนให้ตอบสนองผู้ใช้

เขียนตอบสนอง

ในบางเรื่องราว บางเนื้อหา อาจไม่จำเป็นจะต้องมีความยาวของบทความเป็นจำนวนมาก เพราะสิ่งที่ผู้ใช้ทำการค้นหาข้อมูลเข้ามา อาจจะต้องการประโยคสั้นเพียงคำตอบเดียวว่า ใช่หรือไม่ ได้ผลหรือไม่ได้ผล มันขึ้นอยู่กับสิ่งที่ผู้ใช้จะทำการค้นหาข้อมูลเข้ามาอีกทีนึง ดังนั้นการจะใช้ Content is King ด้วยความเข้าใจอย่างถูกต้อง มันไม่ได้จำกัดที่ความยาวของเนื้อหาอย่างเดียวเป็นหลัก แต่มันจะต้องสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ที่เข้ามาอย่างเว็บไซต์ของเราได้ด้วย หากเว็บมีเนื้อหายาวเป็นหนังสือนิยาย แต่ไม่สามารถตอบสนองผู้ใช้ได้อย่างแท้จริง มันก็คงจะไม่ดีสักเท่าไหร่

ของเหล่านี้จำเป็นจะต้องขึ้นอยู่ที่เรื่องความสำคัญของเรื่องนั้นนั้น ว่าเราควรจะออกแบบการเขียนว่าอย่างไร โลกนี้เต็มไปด้วยเนื้อหา การที่จะมานั่งอธิบายว่าสินค้าชนิดนี้ควรเขียนสั้นหรือเขียนเนื้อหายาวคงจะลำบาก วิธีที่ง่ายที่สุดคือแทนตัวเองเป็นผู้บริโภค แล้วดูว่าถ้าเป็นเราค้นหาข้อมูลเข้ามาอ่านในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การเขียนแบบไหนที่จะตอบโจทย์เรามากที่สุด จงใช้วิธีนี้มาเป็นตัวช่วยในการสร้างคอนเท้นต์ที่ดีให้กับเว็บของเรา

เวลาสำคัญมาก ในการลุยตลาดกระแส

seo เวลา

สิ่งที่โหดร้ายมากกว่าการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ให้มั่นคงยั่งยืนในระยะยาวนั้น มันคือการทำอันดับในกลุ่มคีย์เวิร์ดกระแส เกี่ยวกับเรื่องที่มาแรงเป็นช่วงๆ ตลาดกลุ่มนี้มันดูเหมือนจะทำง่ายเพราะเรื่องที่เป็นกระแสจะไม่มีคู่แข่งเยอะสักเท่าไหร่ มันจะมีเพียงช่วงเดียวแล้วหมดไป แต่ในทางกลับกัน คนที่ทำเอสซีโอกระแส ก็จะต้องแข่งกับเวลาเช่นเดียวกัน หากเป็นข่าวเกี่ยวกับการเมือง มีการพาดหัวข่าวถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มีอิทธิพลแล้วมีปริมาณค้นหาเกี่ยวกับประวัติข้อมูลของคนเหล่านั้นเยอะเยอะ โดยเราสามารถอ้างอิงจากสถิติใน Google Trend ได้ว่ามีกระแสการค้นหาเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน หาว่ากราฟที่ขึ้นอย่างสุดโต่งแปลว่ากระแสกำลังมาแรงได้ที่

เห็นคำค้นหามาแรง เหมือนเห็นทองกองตรงหน้า

seo

เราสามารถทำเงินโดยการทำเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับข่าวของบุคคลเหล่านั้นให้ติดอันดับให้ไว ถ้าเราทำได้ เราก็จะได้กำไรเม็ดเงินมหาศาลมาในชั่วพริบตา เพราะปริมาณทราฟฟิคมันจะไหลเข้ามาง่าย อารมณ์ประมาณเหมือนมีคลิปหลุดดาราชื่อดังออกข่าว ก็จะมีคนนิยมค้นหาคลิปหลุดดาราคนนั้นเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ต้องดูเรื่องของความสมเหตุสมผลและข้อมูลทางกฏหมายว่าเราไปละเมิดลิขสิทธิ์ เราไปละเมิดสิทธิของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือเปล่า

หากว่าเป็นการสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย แนะนำให้เลี่ยง แต่หากเป็นกระแสคิดว่าที่กำลังมาแรงและมีโอกาสทำเงินได้เราต้องมองว่ากำลังที่เรามี ทรัพยากรที่เรา มีสามารถใช้ในการทำอันดับกลุ่มตลาดกระแสได้หรือไม่ ถ้าคิดว่ามีโอกาสทำได้แนะนำให้รีบทำ เงินอาจได้มาไวกว่าที่คิด ไม่ต้องเหนื่อยออกแรงเยอะเหมือนกับการทำตลาดคีย์เวิร์ดระยะยาวด้วย ข้อดีข้อเสียมันต่างกัน ตลาดกระแสระยะสั้น ทำเงินไวและจบไว ถ้าทำไม่ทันก็เสียเวลาเปล่า แต่คีย์เวิร์ดตลาดระยะยาว อาจเห็นผลช้า แต่หากให้เวลากับมัน ส่วนมากมักจะเห็นผลอยู่เสมอถ้าเราไม่ทิ้งแผนงานเราไปเสียก่อน