เทคนิคการทำ SEO ให้รูปภาพ

เทคนิคการทำ SEO ให้รูปภาพ

การทำ SEO ให้สอดคล้องตามที่ Google กำหนด นอกจากเน้นที่การทำ keyword SEO ให้บทความ หัวข้อ และ meta-description แล้ว ยังต้องทำ SEO ให้กับรูปภาพประกอบในบทความด้วย

การทำ SEO ให้รูปภาพจะต้องใส่รายละเอียดอะไรบ้าง

1. ตอบ 4 คำถามพื้นฐาน ใคร ทำอะไร อยู่ที่ไหน อย่างไร

ในรูปภาพ ควรใส่ keyword SEO ที่ตอบได้ว่า ใคร ทำอะไร อยู่ที่ไหน อย่างไร ซึ่งจะทำให้สามารถต่อยอดสู่คำสำคัญอื่น ๆ ที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายนิยมสืบค้น และเข้ากับบทความได้มากขึ้น

ทั้งนี้ หากคุณเคยทำเพจใน Facebook มาก่อน ต้องทำความเข้าใจว่าระบบ AI ในการวิเคราะห์แยกแยะรูปภาพของ Facebook และระบบ Google ต่างกัน ระบบ Facebook จะมีการแยกสีสันและประมวลผลเพื่อคาดการณ์ภาพได้ว่ากำลังสื่อสารถึงอะไร แต่ระบบ Google จะเป็นแบบขาวดำ ดังนั้น หากต้องการเว็บไซต์ SEO มีอันดับดีขึ้น ก็ต้องใส่ keyword SEO ในภาพ เพื่ออธิบายให้ละเอียดเพิ่มขึ้น

2. การควบคุมขนาดภาพ

การมีภาพที่มีรายละเอียดสูงที่ไม่จำเป็น นอกจากสิ้นเปลืองทรัพยากรของเครื่องแล้ว ยังทำให้เกิดการแฮงก์หรือต้องโหลดภาพเป็นเวลานาน ทำให้กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการดูภาพประกอบข้อมูลรู้สึกรำคาญที่ต้องคอยนานได้ การปรับภาพ ให้ใหญ่ไม่เกิน 200 KB จะส่งผลดีต่ออันดับ SEO มากขึ้น

3. ใช้รูปถ่ายที่ทำขึ้นเอง

หลายคนนิยมใช้ภาพถ่ายจากเว็บไซต์อื่น ๆ ที่มีการเผยแพร่มานานหลายปี ทั้งเว็บไซต์ที่ต้องมีการสมัครสมาชิกเพื่อซื้อใช้ภาพในราคาตามขนาดความละเอียด อย่าง shutterstock หรือเว็บไซต์ที่ปลอดปัญหาลิขสิทธิ์ อย่าง pixabay ซึ่งทั้งสองกรณีนี้ หากทำอย่างถูกต้องก็ไม่มีปัญหากับระบบตรวจสอบของ Google แต่ก็อาจมีผลดีต่อเว็บไซต์น้อยกว่าการใช้ภาพประกอบที่ถ่ายทำขึ้นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นภาพที่ถ่ายในห้องสตูดิโอ หรือถ่ายนอกสถานที่ เพื่อการประกอบบทความเฉพาะ ที่มักมีการจ้างทีมงานทำอย่างมืออาชีพ ภาพที่ยังไม่เคยใช้ที่ใดมาก่อน และใส่ keywords ของภาพให้ละเอียดที่สุด จะเป็นผลดีต่อความประทับใจของผู้อ่าน และทำให้การประมวลจากระบบ algorithm ให้อันดับ SEO ดียิ่งขึ้นด้วย

4. การทำ sitemap

การทำ sitemap เปรียบเหมือนการยื่นคู่มืออย่างง่ายหรือสารบัญให้แก่ระบบ algorithm ของ Google ได้เข้าใจง่ายและรวดเร็วขึ้นว่า ในเพจนั้น ๆ มีรูปถ่ายและบทความอะไรอยู่บ้าง การ submit sitemap สำหรับภาพ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเช่นเดียวกัน ซึ่งหลังจากการทำแล้ว สามารถตรวจสอบผลจากช่องสืบค้นรูปใน Google หรือ Google image search ก็ได้ เพื่อยืนยันว่ามีอันดับการสืบค้นที่ดีขึ้นจริง

จะเห็นได้ว่า เทคนิคการทำ SEO ให้รูปภาพนั้น มีหลายส่วนที่ควรศึกษาและทำร่วมกัน เพื่อให้อันดับการสืบค้นของเว็บไซต์ดีขึ้นได้ ทำให้มีโอกาสเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายได้มากและรวดเร็วขึ้น เพราะปัจจุบันมีผู้ใช้จำนวนมากที่ค้นหาข้อมูลโดยดูจากรูปภาพก่อน โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ เสื้อผ้า รูปเมนูอาหาร ภัตตาคาร ร้านอาหาร ห้องพักโรงแรม และสถานที่ท่องเที่ยว เป็นต้น

การทำ SEO ให้รูปภาพจะต้องใส่รายละเอียดอะไรบ้าง

ไม่อยากให้อันดับ SEO ตกหลังจากการเลิกจ้าง ต้องอ่าน

ปัญหาใหญ่ที่มักเกิดขึ้นจากการจ้างบริษัท

การทำ SEO หรือ search engine optimization เป็นสิ่งที่ช่วยให้เว็บไซต์ทางธุรกิจเติบโตได้เร็ว เพราะสืบค้นเจอได้ง่ายจากช่อง Google search มากขึ้น ทำให้มียอดขายสินค้าที่ดีตามมา

การทำ SEO นอกจากการทำด้วยตัวเองแล้ว สามารถที่จะเลือกบริษัทรับจ้างทำ SEO ได้โดยมักมีสัญญาระยะ 6 เดือน หรือ 1 ปี ขึ้นไป ซึ่งจะสอดคล้องกับหลักในการทำ SEO ที่ต้องมีการสะสมข้อมูลอย่างต่อเนื่องให้ระบบอัลกอรึทึ่มของ Google มาประมวลผล

ปัญหาใหญ่ที่มักเกิดขึ้นจากการจ้างบริษัทรับทำ SEO ที่ขาดจรรยาบรรณคือ หลังจากการเลิกจ้างทำ SEO จะทำให้อันดับการสืบค้นต่ำลงมากในเวลาไม่นาน ทำให้กระทบต่อโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมาย และส่งผลให้ตัวเลขยอดขายและกำไรทางธุรกิจย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ

ที่เป็นเช่นนั้น เพราะบริษัทที่ขาดจรรยาบรรณในการทำงานให้ลูกค้าจะใช้วิธีทำ SEO ที่ไม่ตรงไปตรงมา มีการปั่น คีย์เวิร์ด หรือทำ Spam ทำให้ค่าอันดับ SEO สูงขึ้นเกินจริงในช่วงเวลาอันสั้น หรือมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในระยะหลังเมื่อใกล้จะเลิกจ้างงาน ได้แก่

1. การจัดการที่ Backlink

การทำ Backlink คือ การเชื่อมโยงเว็บไซต์ของคุณไปยังเพจหรือเว็บไซต์ภายนอกอื่น ๆ ซึ่งเป็นเทคนิคที่ช่วยเพิ่ม traffic ให้เว็บไซต์ได้มากขึ้น หากบริษัทที่ทำ SEO ใช้วิธีทำลิงก์กับเพจที่มีการซื้อขายกันแบบผิดกฎของ Google หรือเป็นลิงก์ที่คุณภาพต่ำ เมื่อหยุดการทำ SEO ก็จะทำให้อันดับตกลงไปอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ อาจเกิดจากการที่บริษัททำ SEO นำลิงก์ที่เคยทำไว้ออกจากการเชื่อมโยงทั้งหมด ทำให้ก็จะส่งผลให้อันดับ SEO ตกลงอย่างรวดเร็ว หลังการสิ้นสุดสัญญาจ้างงานได้

2. การสร้างไฟล์มาปิดกั้นการเก็บข้อมูลจาก Google

นักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จะรู้ว่าการเขียนไฟล์ robots.txt จะป้องกันไม่ให้ Google เข้ามาเก็บข้อมูลต่าง ๆ ในเว็บไซต์ได้ หากบริษัทที่ทำ SEO สร้างไฟล์นี้ขึ้นมา ก็เท่ากับเว็บไซต์ของคุณจะไม่สามารถสืบค้นได้จากช่อง Search Google อย่างแน่นอน จึงทำให้อันดับ SEO ตกลงอย่างรวดเร็ว

เทคนิคที่กล่าวมาของบริษัทรับจ้างทำ SEO ที่ขาดจรรยาบรรณ เป็นสิ่งที่สร้างผลเสียอย่างมากต่อธุรกิจออนไลน์ของผู้ที่เคยว่าจ้าง ทำให้สูญเสียโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจกับแบรนด์สินค้าคู่แข่งด้วย ดังนั้น ก่อนการเลือกจ้างบริษัททำ SEO ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบ โดยเฉพาะความน่าเชื่อถือของบริษัท มีเอกสารยืนยันการจดทะเบียนบริษัท มีผู้รับผิดชอบที่มีประวัติดี ไม่เคยถูกดำเนินคดี หรือมีการกล่าวถึงในแง่เสื่อมเสีย ซึ่งโดยทั่วไป สามารถดูข้อมูลการรีวิวบริษัททำ SEO จากคนที่แบ่งปันประสบการณ์ในเว็บไซต์ต่าง ๆ เช่น พันทิป เว็บบล็อกต่าง ๆ หรือ Facebook หรือเลือกบริษัทที่มีการแนะนำจากคนใกล้ตัวที่ไว้ใจได้ เพื่อลดความเสี่ยงในการจ้างบริษัทที่ขาดจรรยาบรรณ

ไม่อยากให้อันดับ SEO ตกหลังจากการเลิกจ้าง ต้องอ่าน

เว็บไซต์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านผิวพรรณ ต้องใช้ keyword SEO อย่างไรดี

เว็บไซต์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านผิวพรรณ ต้องใช้ keyword SEO อย่างไร

การทำธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ด้านผิวพรรณ จำเป็นจะต้องเลือก keyword SEO ที่เหมาะสม เพราะเป็นประเภทธุรกิจที่มีการแข่งขันกันสูง หากใช้ keyword ที่ไม่ตรงกับการสืบค้นใน Google search ก็จะทำให้เสียโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมาย และทำให้ธุรกิจเติบโตช้ากว่าที่ควร การเลือก keyword ตามหลัก SEO หรือ search engine optimization สำหรับธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผิวพรรณชายหญิง ควรมีองค์ประกอบต่อไปนี้ในบทความและหัวข้อเสมอ

องค์ประกอบ การเลือก keyword ตามหลัก SEO

1. สีและลักษณะของผิว

สีผิวที่นำมาใช้แบ่งเป็น 2 อย่าง คือ สีผิวที่ไม่สวยงามที่เป็นปัญหาของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของผลิตภัณฑ์ และสีผิวหลังการแก้ไขปัญหา หรือสีผิวที่ลูกค้าต้องการถูกปรับเปลี่ยนให้เป็น ตัวอย่างสีผิวที่เป็นปัญหา ได้แก่ ผิวหมองคล้ำ ฝ้ากระบนใบหน้า สีผิวไม่เนียน สีไม่สม่ำเสมอ และสีผิวแบบที่คนต้องการก็คือ ผิวขาว ผิวสวย แลดูกระจ่างใส ผิวใสแบบวัยรุ่น ผิวเรียบเนียน เป็นต้น

2. คำกิริยาที่เกี่ยวกับการดูแลผิวพรรณ

สิ่งที่เราทุกคนทำกับผิวมีกิริยาหลากหลาย ตั้งแต่ การล้างหน้า นวดหน้า ทาครีมที่ใต้ดวงตา ทาครีมกันแดด การสครับ การขัดหน้า ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีรายละเอียดในทางปฏิบัติที่คนต้องการศึกษาว่าวิธีใดที่ถูกต้อง หากนำคำเหล่านี้มาเป็น keyword SEO ในบทความ ที่มีการแนะนำผลิตภัณฑ์สินค้าของคุณ ว่าตอบโจทย์ด้านใด ก็มั่นใจได้เลยว่าจะสามารถเพิ่มยอดขายให้กับสินค้าได้มากขึ้น

3. ลักษณะของเนื้อสินค้า

ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิว มีลักษณะเนื้อหลายแบบ เช่น เนื้อครีม โฟม เจลเซรั่ม น้ำตบ มาร์ค สครับพอกหน้า แป้งฝุ่น แป้งพัฟ คุชชั่น ฟลูอิดเจล ฯลฯ ลักษณะของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ สามารถนำมาใช้เป็น keyword SEO เพื่อขยายความผลิตภัณฑ์ของคุณ ทั้งสามารถให้ความรู้ถึงความแตกต่างของแต่ละสูตร และใส่เรื่องรายละเอียดของส่วนประกอบส่วนผสมสำคัญในผลิตภัณฑ์แบรนด์ของคุณลงไป จะจูงใจผู้อ่านให้กลายมาเป็นลูกค้าของแบรนด์คุณได้มากขึ้น

4. เคล็ดลับหรือเทคนิคพิเศษต่าง ๆ

การใช้คำว่าเคล็ดลับหรือเทคนิค เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ผู้อ่านคลิกเข้ามาชมข้อมูลในเว็บไซต์ได้ง่ายที่สุด เพราะทุกคนต้องการรู้ข้อมูลใหม่ ๆ ที่เป็นเคล็ดลับเฉพาะ เพื่อนำไปทดลองปฏิบัติตามอย่างรวดเร็ว ขอเพียงมีข้อมูลที่อัปเดต ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายเป็นกันเองกับคนอ่าน แจกแจงวิธีทำเป็นข้อ ๆ หรือทำเป็นตารางสรุป ก็จะถูกใจลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ ให้เข้ามาอ่านข้อมูลบ่อย ๆ ทำให้อันดับ SEO สูงขึ้นและมีโอกาสจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

เราหวังว่า เทคนิคการเลือก keyword SEO ที่กล่าวมา จะช่วยให้ทุกท่านที่ทำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผิวพรรณจำหน่ายบนช่องทางออนไลน์ ได้แนวทางในการเขียนบทความและหัวข้อที่ดึงดูดใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

การเลือก keyword ตามหลัก SEO

ชวนทำความรู้จัก Plugin ตรวจสอบ SEO

ผู้สนใจจะใช้ปลั๊กอิน SEO ควรทราบ

ปัจจุบันการทำ SEO เป็นเทคนิคสำคัญในการทำให้อันดับการสืบค้นเว็บไซต์ทางธุรกิจสูงขึ้น จากผลการวิเคราะห์ของระบบอัลกอริทึมของ Google ที่ดี ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดแนะนำให้ผู้ทำเว็บไซต์ออนไลน์ระบบ SEO ติดตั้ง plugin เพื่อตรวจสอบ SEO จะทำให้หาจุดบกพร่อง แก้ไขส่วนต่าง ๆ ของบทความ SEO ได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพด้านธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น

โดยนักทำเว็บไซต์ SEO ทั่วโลก มีความนิยมใช้ plugin อยู่ 3 ชนิด คือ All In One SEO, Yoast SEO และ Rank Math ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันในส่วนการวิเคราะห์ SEO พื้นฐาน คือ สามารถช่วยวิเคราะห์คุณภาพของการตั้งชื่อหัวข้อ (Title) ส่วนคำบรรยายสรุป (Meta Description) และส่วนอื่น ๆ (ซึ่งสองจุดที่กล่าวมา เป็นจุดดึงดูดสำคัญให้กลุ่มเป้าหมายคลิกเข้ามาในเว็บไซต์ ซึ่งจะปรากฏในหน้าต่างการสืบค้น หลังจากที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายพิมพ์ในช่อง Google Search)

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว Plugin ตรวจสอบ SEO ทั้งสามยังมีองค์ประกอบที่ช่วยในการจัดการทางเทคนิคเกี่ยวกับโครงสร้างของเว็บไซต์ หรือที่เรียกว่า site map รวมถึง การนำส่งข้อมูล Import Export เพื่อการสำรองการตั้งค่าและใช้ในการปรับเปลี่ยนข้อมูลทางเทคนิคได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ยังมีความแตกต่างในรายละเอียดบางอย่างของแต่ละชนิด Plugin ตรวจสอบ SEO ที่ผู้สนใจจะใช้ปลั๊กอิน SEO ควรทราบ เพื่อการเลือกได้อย่างเหมาะสม ดังนี้

1. All In One SEO

คุณสมบัติโดดเด่นที่เห็นได้ชัดเจน คือ ความสะดวก ใช้งานง่าย จึงเหมาะกับผู้ที่ทำเว็บไซต์ SEO ในระยะในเบื้องต้น สามารถที่จะตั้งค่าสถานะพื้นฐานต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ แม้จะเป็นมือใหม่เพิ่งเรียนรู้ โดยระบบจะมีการประมวลสรุปสถานะแบบเรียลไทม์ให้ทราบว่า Server กำลังมีการทำงานอย่างไรอยู่ แต่ก็มีจุดอ่อนตรงที่ไม่มีระบบป้องกันมัลแวร์หรือ bot ที่อาจจะทำอันตรายข้อมูลในเว็บไซต์ได้

2. Yoast SEO

เป็นปลั๊กอิน SEO ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากเป็นแบรนด์แรกที่มีการเผยแพร่การใช้งาน ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับ Google ได้ง่าย เรียนรู้ไม่ยาก และมีฟังก์ชันพิเศษ คือ Bulk Edit ที่ทำให้นักพัฒนาเว็บไซต์ SEO สามารถแก้ไข SEO ทั้งเว็บไซต์ได้ผ่านจุดเดียว (ไม่ต้องแก้ทีละหน้าเพจ) แต่ก็มีจุดอ่อนคือ ยังวิเคราะห์ภาษาไทยไม่แม่นยำ

3. Rank Math

เป็นปลั๊กอินตรวจสอบ SEO ที่คิดค้นใหม่ล่าสุดในปี 2019 มีความสามารถเช่นเดียวกับ Yoast SEO แต่มีความโดดเด่นที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลบทความที่เป็นภาษาไทยได้ และมีฟังก์ชันที่รองรับการทำงานของระบบการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตระบบ 5G และ 6G ในอนาคตด้วย

จะเห็นได้ว่า plugin ตรวจสอบ SEO แต่ละชนิด มีรายละเอียดบางส่วนที่เหมือนกันและมีความโดดเด่นในคุณสมบัติบางอย่างที่แตกต่างกันบ้าง ผู้ที่ทำเว็บไซต์ SEO จึงควรพิจารณาเลือกใช้ตามความเหมาะสม และควรเรียนรู้การใช้ปลั๊กอินควบคู่กับการพัฒนาเว็บไซต์ SEO เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดียิ่งขึ้น

ชวนทำความรู้จัก Plugin ตรวจสอบ SEO

เว็บไซต์ออนไลน์ ทำ SEO แล้วดีอย่างไร

การซื้อขายสินค้าออนไลน์ เป็นช่องทางหลักของรายได้สำหรับผู้ประกอบการในปัจจุบัน เนื่องจากไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคนิยมหาข้อมูลร้านค้าและคลิกซื้อขายจากหน้าจอมือถือ ที่พกพาประจำตัวตลอด 24 ชั่วโมง

หากต้องการประสบความสำเร็จในการขายสินค้าออนไลน์ จึงต้องมีเว็บไซต์ที่ทำ SEO หรือ Search Engine Optimization ที่จะทำให้มีโอกาสแสดงผลเว็บไซต์เป็นอันดับต้น ๆ Top5 Top10 ของหน้าแรกได้ ทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมีความเชื่อถือและมีโอกาสได้รับออเดอร์สินค้ามากกว่าเว็บไซต์อันดับล่าง ๆ

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ข้อดีที่เว็บไซต์ที่ทำ SEO จะได้รับ ยังมีอีกมากมาย ดังนี้

1. ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการจ้างโฆษณา เนื่องจากการทำ SEO ที่ Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google กำหนดกฎเกณฑ์ไว้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ประกอบการเว็บไซต์ออกแบบโครงสร้างและใส่เนื้อหาที่มีความทันสมัย ไม่มีการคัดลอกเนื้อหาจากบทความที่มีลิขสิทธิ์อื่น ๆ ผู้ที่ทำได้ตามหลักเกณฑ์ ระบบอัลกอริทึมจะวิเคราะห์ให้เป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพและแสดงผลอยู่อันดับต้น ๆ เมื่อมีการสืบค้น จึงไม่จำเป็นต้องโฆษณาให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

2. เป็นการสร้างฐานลูกค้าที่กว้างขวาง ทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่ทำเป็นระบบหลายภาษา จะสามารถเข้าถึงลูกค้าที่ใช้ภาษาต่างประเทศได้ทั่วโลก การทำ SEO จะทำให้การค้นหาเว็บไซต์ของคุณเจอได้ง่ายยิ่งขึ้นหลายเท่าตัว จึงทำให้แบรนด์สินค้าเป็นที่รู้จักและเกิดฐานลูกค้าที่กว้างขึ้นตามไปด้วย

3. ทำให้แบรนด์เป็นที่น่าเชื่อถือ ลูกค้าในปัจจุบันมักมีการหาข้อมูลจากการรีวิวสินค้า และการอัปเดตข้อมูลที่ทันสมัยอยู่เสมอ การทำ SEO เป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ระบบเก็บข้อมูลแบบสะสม สำหรับการประมวลผลเป็นระยะ ซึ่งหากอันดับอยู่ด้านบนของหน้าจอสืบค้นเสมอ ก็แสดงถึงความใส่ใจในคุณภาพของเว็บไซต์ ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกไว้วางใจ ว่าจะได้สินค้าดี มีคุณภาพ และมีบริการที่น่าประทับใจด้วย

4. ทำให้ปรับภาพลักษณ์ใหม่ สำหรับเว็บไซต์ที่เปิดมานานนับสิบปี มักมีรูปแบบที่ไม่ดึงดูดใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย การพัฒนาเว็บไซต์ให้เข้าสู่ระบบ SEO จะทำให้เกิดการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ มีการออกแบบเว็บไซต์ให้สวยงาม แยกหมวดหมู่สินค้าที่ชัดเจน แยกจากแบนเนอร์โฆษณา และมีการคิดโลโก้ที่ตรงใจเป็นที่จดจำของลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น ที่สำคัญ คือ การให้ความสำคัญกับบทความ SEO ที่ต้องใช้ Keyword ที่เหมาะสม และมีความทันสมัยของเนื้อหา จะทำให้ลูกค้าประจำมีความเชื่อมั่นและติดตามการเคลื่อนไหวของแบรนด์ยาวนานขึ้น และทำให้มีลูกค้าใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างแน่นอน

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ให้เว็บไซต์ มีประโยชน์รอบด้าน ทั้งกับเว็บไซต์เก่าและใหม่ ที่จำหน่ายสินค้าและบริการทุกประเภท ขอเพียงศึกษาหลักการทำ SEO อย่างถูกต้องและสม่ำเสมอในการพัฒนาเว็บไซต์ ก็จะประสบผลสำเร็จในธุรกิจตามมา

ข้อดีที่เว็บไซต์ที่ทำ SEO จะได้รับ

Plugin yoast SEO ใช้งานอย่างไรเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ SEO

Plugin yoast SEO ใช้งานอย่างไรเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ SEO

การทำเว็บไซต์ SEO เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจออนไลน์ประสบความสำเร็จได้ตามหลักเกณฑ์ที่ search engine อย่าง Google กำหนด ทั้งนี้มี plugin yoast SEO ที่คนไทยที่ทำเว็บไซต์ออนไลน์นิยมใช้ สำหรับการตรวจสอบประสิทธิภาพขององค์ประกอบต่าง ๆ ในเว็บไซต์ SEO โดยเฉพาะการผลิตบทความบนโปรแกรม wordpress เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้ plugin yoast SEO มาฝากกัน ดังนี้

1. หลังติดตั้ง plugin yoast SEO แล้วการเขียนบทความจะแสดงอยู่ในกล่องที่เรียกว่า yoast metabox ซึ่งจะมีช่องให้เขียนส่วนหัวเรื่อง หรือ title และ description เป็นการย่อเรื่องราวของเนื้อหาในเพจลงมาเป็นคำสั้น ๆ เพียงไม่กี่ประโยค เพื่อให้ผู้อ่านได้รู้ว่าหากคลิกเข้ามาในเว็บไซต์ แล้วจะได้รับข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเรื่องใดบ้าง

2. มีสีแดงเขียวโชว์ผลแบบชัดเจน การใส่ข้อมูลและการปรับแต่งต่าง ๆ ใน plugin yoast SEO ทำได้ง่ายดายผ่านปุ่ม edit snippet ที่จะมีผลโชว์ในทันทีเป็นสีแดงและสีเขียว หากเป็นสีเขียวก็แสดงว่าควรเติมข้อมูลต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเป็นสีแดงก็ควรหยุด (ถอยกลับมาให้เป็นสีเขียวจึงดีที่สุด) ซึ่งมาจากการวิเคราะห์อ้างอิงกับระบบ SEO ของ Google

3. สามารถใช้เพื่อใส่ข้อมูลสำหรับการโชว์บนแพลตฟอร์มอื่นที่ไม่ใช่เว็บไซต์ เช่น Facebook ได้ การใช้ plugin yoast SEO เชื่อมสู่ Facebook มีข้อดี คือ การเข้าหากลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้สะดวกรวดเร็วขึ้น โดยใช้ plugin yoast SEO ในการปรับแต่งค่าต่าง ๆ ให้มีความแตกต่างจากการปรากฏบนเว็บไซต์ปกติ โดยสามารถเลือก Facebook title เพื่อคิดหัวเรื่องแบบสั้นกระชับสั้นใน Facebook ส่วน Facebook descriptionเพื่อใส่เนื้อหาสรุปที่จูงใจผู้อ่าน และการใส่รูปหน้าปกที่ดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย โดยคลิกที่ Facebook image ก็จะทำการ upload ได้สำเร็จอย่างง่ายดาย

4. การตั้งค่า sitemap ใน plugin yoast SEO มีฟังก์ชั่นที่สามารถช่วยสร้างหน้าสารบัญได้ในพริบตา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการให้ search engine อย่าง Google มาเก็บข้อมูลอย่างรวดเร็ว แล้วนำไปวิเคราะห์ด้วยระบบ algorithm ทำให้เห็นผลการเปลี่ยนแปลงอันดับ SEO ได้ไวขึ้น วิธีการ คือ ให้กดปุ่ม enable เพื่อให้ระบบ plugin yoast SEO สร้างหน้า sitemap ให้โดยอัตโนมัติ หลังจากนั้นต้องคลิกที่ปุ่ม xml sitemap เพื่อดูผลลัพธ์การตั้งสารบัญ ก่อนจะทำการคัดลอก URL เพื่อกรอกลงในโปรแกรม Google search console เพื่อให้ AI ของ search engine มาเก็บข้อมูลต่อไป

การใช้ plugin yoast SEO มาฝาก

จะเห็นได้ว่า plugin yoast SEO เป็นตัวช่วยที่ดี สำหรับการวิเคราะห์คุณภาพขององค์ประกอบและช่วยพัฒนาเว็บไซต์ SEO ทำให้อันดับเว็บไซต์ทางธุรกิจดียิ่งขึ้นได้ ที่สำคัญคือ การเรียนรู้เพื่อใช้ประโยชน์ plugin yoast SEO ด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ที่จะทำให้เห็นผลการเปลี่ยนแปลงเพิ่มยอดขาย ควบคู่กับการขยายฐานลูกค้าประจำและลูกค้าใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง

SEO กับ SEM ทำควบคู่กันได้หรือไม่ มือใหม่ขายของออนไลน์อยากรู้

SEO กับ SEM ทำควบคู่กันได้หรือไม่ มือใหม่ขายของออนไลน์อยากรู้

SEO และ SEM เป็นเทคนิคการตลาดที่กูรูด้านการขายสินค้าออนไลน์กล่าวถึงไว้อย่างมากมายในช่วง 2-3 ปีมานี้ นักธุรกิจหน้าใหม่จำนวนไม่น้อย ที่เพิ่งเข้ามาในวงการขายสินค้าออนไลน์ อาจยังสงสัยว่าทั้ง SEO และ SEM นั้น ต่างกันอย่างไร ทำควบคู่กันได้หรือไม่ เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากกันไว้ที่นี่ ดังนี้

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization

เป็นการพัฒนาเว็บไซต์โดยเฉพาะส่วนของพื้นฐานเพื่อสร้างความประทับใจให้ลูกค้าผู้ใช้งาน และรวมถึงการผลิตบทความ SEO ที่มีคุณภาพ ในส่วนของโครงสร้างเว็บไซต์ ต้องออกแบบให้ใช้งานได้ง่ายทั้งระบบคอมพิวเตอร์และมือถือ เพื่อสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้เครื่องมือสื่อสารของผู้คนยุคปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ก็มีการออกแบบหน้าตาของแต่ละเพจให้มีรูปลักษณ์ที่จดจำได้ง่าย เช่น ติดโลโก้ที่สวยงาม มีธีมสีสันที่สื่อสารถึงแบรนด์สินค้าได้ดี ใช้ตัวอักษรที่ออกแบบใหม่เฉพาะแบรนด์ ฯลฯ

ที่สำคัญคือ การผลิตบทความที่มีคุณภาพ โดยใช้ Keyword SEO เป็นแกนหลัก ในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ต้องทำการวิจัย หา Keyword ที่เหมาะสมและตรงกับที่กลุ่มเป้าหมายใช้พิมพ์ค้นหาในกล่องเครื่องมือค้นหาของ Google, Bing และ Yahoo หากผลิตบทความ SEO ที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ จะทำให้เว็บไซต์ของคุณปรากฏเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อมีการค้นหา จากผลการประมวลและจัดอันดับ SEO ของระบบอัลกอริทึมของ Search Engine นั้น ๆ

ส่วน การสร้าง BackLink เชื่อมโยงเว็บไซต์ของคุณกับเว็บไซต์ภายนอกในโลกโซเชียล เช่น เชื่อมกับเพจใน Facebook หรือสังคม Pantip ก็เป็นเทคนิค SEO ที่นิยม และช่วยในการขยายฐานลูกค้าใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน

การทำ SEM หรือ Search Engine Marketing

เป็นการซื้อพื้นที่โฆษณา เพื่อให้มั่นใจว่าแบรนด์ของคุณจะถูกนำเสนออยู่ในหน้าต่างการสืบค้นอันดับต้น ๆ อย่างแน่นอน เมื่อกลุ่มเป้าหมายพิมพ์หาโดยใช้ Keyword ที่ตรงกับที่คุณระบุ การทำ SEM จะมีค่าใช้จ่ายแบบ PPC หรือ Pay Per Click เมื่อมีการคลิกลิงก์จากหน้าโฆษณาไปที่เว็บไซต์ของคุณ ซึ่งคุณจะต้องชำระเงินให้แก่ Search Engine ตามเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้ตั้งแต่ต้น อย่างไรก็ตาม หากมีการคลิกแล้วไม่เกิดการซื้อขาย ก็เท่ากับเป็นต้นทุนที่คุณต้องจ่าย โดยไม่ได้ขายสินค้านั่นเอง

โดยหลักการแล้ว การขยายแบรนด์ในช่วงเวลาอันสั้น ด้วยการทำ SEM ถือว่ามีประสิทธิภาพสูงมาก และเหมาะกับช่วงที่คุณต้องกำลังทำโปรโมชั่น ขายสินค้ารุ่นใหม่ หรือ ตรงกับช่วงเทศกาลอย่าง ปีใหม่ ตรุษจีน สงกรานต์ คริสต์มาส เป็นต้น

ด้วยเหตุที่กล่าวมา การทำ SEO และ SEM จึงเป็นสิ่งที่สามารถทำควบคู่กันได้ ขอเพียงคุณใส่ใจการใช้ Keyword ที่ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เหมาะสม รู้จักจังหวะเวลาที่ควรใช้แต่ละเทคนิค ก็จะช่วยส่งเสริมการขายซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดีแน่นอน

v

ขั้นตอนการทำ SEO อย่างง่าย อยากขายดีในโลกออนไลน์ต้องอ่าน

ขั้นตอนการทำ SEO อย่างง่าย มีดังนี้

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคการตลาดที่ไม่ต้องจ่ายค่าพื้นที่โฆษณาอย่างการทำ SEM หรือ Search Engine Marketing ผู้ที่ทำธุรกิจในโลกออนไลน์จึงควรศึกษาขั้นตอนการทำ SEO และนำไปปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จะเพิ่มยอดขายได้เป็นอย่างดี

ขั้นตอนการทำ SEO อย่างง่าย มีดังนี้

1. การหา Keyword ที่เหมาะสมสำหรับการผลิตบทความ โดยเลือก Keyword จากการจากผลสถิติใน Google ที่กลุ่มคนเป้าหมายใช้พิมพ์เพื่อหาร้านค้าออนไลน์ที่น่าสนใจ การใช้คีย์เวิร์ดเหล่านี้ผลิตบทความจะทำให้อันดับ SEO ในหน้าต่างการค้นหาสูงขึ้น มีโอกาสปรากฏให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

2. ใช้ Keyword หลักมาตั้งหัวข้อที่น่าสนใจ จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการถูกคลิกเข้ามาชม เพิ่มค่า CTR หรือ Click Through Rate ได้ มีโอกาสให้ขยายฐานลูกค้าที่จะมาเลือกใช้บริการหรือซื้อสินค้าได้มากขึ้นอีกหลายเท่าตัว

3. ปรับปรุงโครงสร้างเว็บไซต์ให้สวยงามและใช้งานง่าย ส่วนนี้อาจศึกษาด้วยตัวเองหากต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย หรือปรึกษากับนักพัฒนาเว็บไซต์ที่มีประสบการณ์ ตัวอย่างเช่น การจัดหมวดหมู่สินค้าที่ชัดเจนแยกจากการโฆษณา และส่วนการติดต่อกับทีมงานบริหารเว็บไซต์

4. มีการใช้ AI ในการตอบคำถาม หรือ Chatbot จะช่วยให้เพิ่มภาพลักษณ์ที่ดี ดูมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้นในสายตาลูกค้า จะทำให้ยอดขายสูงขึ้นตามมาอย่างแน่นอน

5. ออกแบบโลโก้ ตัวอักษรและธีมสีให้มีความเป็นเอกลักษณ์ นอกจากบทความต้องมีคุณภาพแล้ว การมีโลโก้ที่สวยงามจดจำง่าย ตลอดจนตัวอักษรและสีที่แตกต่างจากเว็บอื่นเป็นสิ่งสำคัญ จะเป็นเทคนิคที่ทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายนึกถึงแบรนด์ของคุณเป็นอันดับแรกเมื่อต้องการใช้สินค้า

6. ทำลิงก์หรือ Backlink เพื่อการขยายฐานลูกค้า เพิ่มโอกาสให้ลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ได้รู้จักเว็บไซต์ของคุณด้วย วิธีการทั่วไปที่ใช้การคือการเข้าไปอยู่ในวงสนทนาในโลกโซเชียล เพื่อให้เรียนรู้ปัญหาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ใช้สินค้าที่คุณจำหน่ายขณะเดียวกัน คุณก็สามารถให้ข้อเท็จจริงและแนะนำสินค้ารุ่นใหม่ ๆ ได้ หากมีผู้ที่สนใจต้องการข้อมูลเพิ่มหรือซื้อสินค้า จะได้ติดต่อไปที่เว็บไซต์ของคุณได้

7. การทำเว็บไซต์ SEO แบบหลายภาษาเพื่อเผยแพร่ข้อมูลธุรกิจของคุณไปยังต่างประเทศได้มากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่เป็นการท่องเที่ยวและการโรงแรม ซึ่งควรมีผู้ทำหน้าที่ตอบคำถามจากลูกค้าต่างชาติด้วยความเป็นมืออาชีพและมีความจริงใจให้บริการ จะทำให้ได้รับยอดการสั่งซื้อ สั่งจองสินค้าและบริการจากผู้คนได้ทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมง

จะเห็นได้ว่า ขั้นตอนการทำ SEO มีหลายองค์ประกอบที่สามารถทำควบคู่ไปพร้อมกัน ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดแนะนำว่าหากทำ SEO ให้เว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ แม้ต้องใช้เวลา 3 ถึง 6 เดือนขึ้นไปจึงจะเห็นผล แต่ก็คุ้มค่าทั้งด้านฐานลูกค้าและยอดขายที่เพิ่มขึ้นและมั่นคงในระยะยาว

ขั้นตอนการทำ SEO อย่างง่าย อยากขายดีในโลกออนไลน์ต้องอ่าน

แนะนำเว็บไชต์ให้ความรู้ SEO

แนะนำเว็บไชต์ให้ความรู้ SEO

ในโลกแห่งเทคโนโลยีความสะดวกสบายแทบทุกอย่างสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ผ่านสมาร์ทโฟน ทั้งติดตามข่าวสาร หรือแม้แต่ซื้อของผ่านระบบออนไลน์ เมื่อโลกดิจิตอลมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต หลายคนจึงหันมาสนใจธุรกิจออนไลน์มากขึ้น ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์เว็บไซต์ใหม่ ๆ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าตามเป้าหมายที่วางไว้ หรือที่เรียกกันว่า SEO (Search Engine Optimization) ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณมีสถิติการเข้าใช้มากขึ้นและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

หากคุณเป็นอีกคนที่กำลังมองหาแนวทางในการทำ SEO ด้วยตนเอง เรามีเว็บไซต์ที่มีมาตรฐานในการแนะ ให้ความรู้เกี่ยวกับ SEO

1.www.seo.co.th

ถ้าคุณไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ SEO เลย ขั้นแรกต้องทำความเข้าใจเสียก่อน ลองเข้าไปศึกษาในเว็บไซต์นี้ได้ ซึ่งมีการอธิบายเกี่ยวกับที่มาของ SEO ปัจจัยในการเขียน แนวโน้มของความนิยม รวมถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการเขียน SEO

2. www.hooktalk.com

การวางพื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญ เว็บไซต์นี้จะสอนคุณตั้งแต่พื้นฐานการประเมินว่าควรเลือก Keyword แบบไหนมาทำ SEO มีคำแนะนำในการตั้งชื่อบทความ (Title) ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย คำอธิบายบทความสั้นๆ(Description) รวมไปถึงการแทรก Keyword อย่างสมดุล และเป็นธรรมชาติ

3. www.webbastard.net

หากคุณมีพื้นฐานด้าน SEO อยู่แล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่คุณกำลังทำ มีแนวโน้มไปในทิศทางใด Webbastard.net สามารถเป็นไกด์ที่ดีในการให้คำแนะนำกับคุณได้ เว็บไซต์นี้จะแจกแจงให้คุณได้เข้าใจในการทำ SEO ที่ถูกต้อง และแนะนำได้ว่าแบบใดเป็นที่ต้องการในตลาด แบบใดที่ล้าสมัยและไม่เป็นที่สนใจในปัจจุบัน

4. Contentshifu.com

ถ้าคุณต้องการเพิ่มกลยุทธ์การตลาดให้กับตนเองในการทำ SEO ต้องไม่พลาดที่จะเข้าไปศึกษาในเว็บไซต์ Contentshifu ที่ได้รวบรวมเทคนิคการตลาดในการทำ SEO แต่ละประเภท มีการเปรียบเทียบและอธิบายให้เข้าใจถึงสาเหตุที่ทำ SEO แลัวอันดับไม่ขึ้น ไปจนถึงแนวทางแก้ปัญหา

5. www.1000content.com

ก่อนจะลงสนามจริงคุณควรเข้าไปดูตัวอย่างแนวทางการเขียนบทความ SEO ที่หลากหลายรูปแบบ จากเว็บไซต์ 1000 Content ที่มีตัวอย่างการเขียนบทความ SEO คุณภาพจากนักเขียนมากมากประสบการณ์กว่า 30 คน ทั้งงานเขียนรีวิวสินค้า เขียนโปรโมทเว็บไซต์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานเขียนของคุณให้มีคุณภาพ ติดอันดับต้นๆในการค้นหาเรามีเว็บไซต์ที่มีมาตรฐานในการแนะ ให้ความรู้เกี่ยวกับ SEO

ไม่ว่าคุณจะมีพื้นฐานเกี่ยวกับ SEO หรือไม่ 5 เว็บไซต์นี้จะเป็นตัวช่วยในการสร้างพื้นฐานให้คุณ ทั้งนี้การจะทำ SEO ให้ประสบผลสำเร็จได้นั้น คุณต้องมีทักษะการอ่านที่ดีเพื่อเป็นแนวทางในการเขียน มีความขยันเพื่อให้การสร้างสรรค์ผลงานเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ และความตั้งใจที่จะเป็นพลังให้เอาชนะความเหน็ดเหนื่อย ความท้อแท้ในการทำงานจนประสบผลสำเร็จ

ความแตกต่างระหว่าง SEM และ SEO มีข้อดีข้อเสียอย่างไร

ความแตกต่างระหว่าง SEM และ SEO มีข้อดีข้อเสียอย่างไร

การโปรโมทเว็บไซต์เพื่อผลลัพธ์ทางการตลาดออนไลน์ทำได้หลาย SEO และ SEM เป็นเครื่องมือสำคัญที่ได้รับความนิยม เพราะเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับแบรนด์ของตัวเองให้รู้จักแพร่หลายมากขึ้น เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กในแง่เสียค่าใช้จ่ายน้อย ไม่จ่ายค่าโฆษณาราคาแพงเหมือนสื่อการตลาดทั่วไป เหมาะกับแบรนด์ดังในแง่ของความรวดเร็ว ไม่ต้องผ่านการตัดสินใจหลายขั้นตอนตามระเบียบขององค์กรใหญ่ เครื่องมือการตลาดทั้งสองรูปแบบคล้ายกัน จำเป็นต้องเข้าใจความแตกต่างเพื่อให้วางแผนทำตลาดได้ถูกต้อง มาเริ่มทำความรู้จักเพื่อที่จะเลือกนำมาประยุกต์ใช้งานให้เหมาะสมกับธุรกิจของเราเอง

คำว่า SEO ย่อมาจาก “Search Engine Optimization” เป็นวิธีการทำการตลาดออนไลน์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือค้นหา เพื่อให้เว็บไซต์ได้รับการจัดอันดับขึ้นไปอยู่หน้าแรก ๆ ของเสิร์ชเอนจินยอดนิยมอย่าง Google หัวใจหลักของการทำ SEO คือการเขียนเนื้อหาบทความที่มีคุณภาพ อ่านง่ายและใส่คีย์เวิร์ดในตำแหน่งเหมาะสม ส่วนใหญ่จำกัดการใช้คีย์เวิร์ดในบทความไม่เกิน 5 คำ เคล็ดลับคือต้องทำการอัปเดตข้อมูลใหม่เป็นประจำทำให้บอทของเครื่องมือค้นหาเก็บข้อมูลเป็นระยะพร้อมทั้งจัดอันดับให้ลูกค้าเห็นเว็บไซต์ของเราก่อนคู่แข่ง

การทำ SEO มีข้อดีอย่างไร

ข้อดีของ SEO คือมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า เจ้าของธุรกิจหรือเจ้าของเว็บไซต์สามารถทำเองได้ โดยการเขียนคอนเทนต์อธิบายเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการให้ดูน่าสนใจ เนื้อหาบทความควรมีเอกลักษณ์เพื่อให้จดจำได้และส่งผลให้แบรนด์ให้คนรู้จักมากขึ้น ยิ่งมีจำนวนผู้สนใจเข้าเว็บไซต์จำนวนมากจะมีผลต่อการจัดอันดับให้อยู่ในหน้าแรก ๆ ลูกค้าค้นหาเจอได้ง่ายก็เข้าถึงลูกค้าใหม่ได้มากขึ้น เพิ่มจำนวนยอดขายได้ตรงกับเป้าหมายที่วางไว้ แต่ข้อเสียคือเว็บไซต์ต้องใช้คอนเทนต์ที่มีคุณภาพช่วยสร้างความไว้วางใจ อาจต้องจ่ายนักเขียนมืออาชีพที่มีทักษะด้านการเขียนและมีความเชี่ยวชาญในการทำ SEO

ส่วนคำว่า SEM ย่อมาจาก “Search Engine Marketing” เป็นการทำตลาดที่เสียค่าใช้จ่ายเป็นรายคลิก โดยคำนวณจากจำนวนคนที่คลิกเข้ามาในเว็บไซต์ ค่าโฆษณาจะขึ้นหรือลงขึ้นอยู่กับคีย์เวิร์ดที่เลือกว่ามีการแข่งขันสูงหรือไม่ การทำ SEM มีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมาย ถ้าต้องจ้างเว็บมาสเตอร์มาทำการตลาดให้ การทำ SEM จะได้ผลลัพธ์คุ้มค่ากว่า ซึ่งหลายคนก็เลือกทำทั้งสองอย่างเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด มีโอกาสโปรโมทแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักเพื่อขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น

การทำ SEO มีข้อดีอย่างไร

ข้อดีของการโปรโมทเว็บไซต์แบบ SEM คือการกำหนดคีย์เวิร์ดได้มากและเปลี่ยนได้บ่อยเท่าที่ต้องการ เมื่อลูกค้าค้นหาตรงกับคีย์เวิร์ดที่เรากำหนดไว้ ช่วยให้เห็นเว็บไซต์ง่ายและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างรวดเร็ว วิธีนี้ทำโฆษณาง่ายแม้เว็บจะมีไม่กี่หน้า ค่าโฆษณาไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับคีย์เวิร์ดและกระแสการแข่งขัน แต่ช่วยให้นำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อได้ว่าคีย์เวิร์ดแบบไหนให้ผลลัพธ์ที่ดี วิธีการทำ SEM ใช้งบประมาณสูง เพราะคิดค่าใช้จ่ายตามจำนวนคลิก หมายถึงเสียเงินทุกครั้งที่คนคลิกเข้ามาดูในเว็บไซต์ ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่อเนื่องจึงจะรักษาอันดับไว้ได้ตลอดเวลา เว็บติดอันดับต้น ๆ ในเสิร์ชเอนจินรวดเร็ว แต่ไม่รับประกันว่าผู้เยี่ยมชมเว็บจะตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการของเราหรือไม่

อย่างไรก็ดี SEO และ SEM เป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งเท่านั้น ยังมีกลยุทธ์สำคัญอีกมากมายที่ต้องทำเพื่อต่อยอดโอกาสขายสินค้าและบริการ ทำให้ธุรกิจเอาชนะคู่แข่งได้ในที่สุด